มาตรา 1หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ชื่อกฎหมาย — ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1 กำหนดชื่อเรียกของกฎหมายนี้อย่างเป็นทางการว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ย่อว่า ป.พ.พ. เป็นบทบัญญัติเปิดกฎหมายที่บัญญัติชื่ออย่างเป็นทางการ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ชื่อกฎหมายป.พ.พ.
มาตรา 2หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
วันใช้บังคับ — 1 มกราคม พ.ศ. 2468
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2468 เป็นต้นมา กำหนดวันเริ่มต้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างชัดเจน
วันใช้บังคับพ.ศ. 2468มีผลบังคับเริ่มต้นกฎหมาย
มาตรา 3หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ยกเลิกกฎหมายเดิม — ที่ขัดหรือแย้งกับประมวลกฎหมายนี้
บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับใดๆ ที่มีอยู่ก่อนซึ่งซ้ำหรือขัดแย้งกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้ถูกยกเลิกทั้งหมดนับแต่วันที่ใช้ประมวลกฎหมายนี้บังคับ หลักความเป็นเอกภาพของกฎหมาย — ป.พ.พ. ย่อมมีผลเหนือกว่า
ยกเลิกกฎหมายเดิมกฎหมายขัดแย้งบทเบ็ดเสร็จยกเลิกข้อบังคับ
มาตรา 4หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
การใช้กฎหมาย — ตัวอักษร → เจตนารมณ์ → จารีต
ลำดับแหล่งกฎหมาย: ตัวอักษร → เจตนารมณ์ → จารีตประเพณี → เทียบกฎหมาย → หลักทั่วไป
การใช้กฎหมายตัวอักษรเจตนารมณ์จารีตประเพณี
มาตรา 5หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
หลักสุจริต — ใช้สิทธิโดยสุจริต
หลักสุจริต: ใช้สิทธิ/ชำระหนี้ ต้องสุจริต ไม่สุจริต = ไม่ได้รับคุ้มครอง หลักพื้นฐานของกฎหมายแพ่ง
สุจริตgood faithใช้สิทธิชำระหนี้
มาตรา 6หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
สันนิษฐานสุจริต — บุคคลทุกคนกระทำโดยสุจริต
หลักกฎหมายพื้นฐาน: บุคคลทุกคนสันนิษฐานว่ากระทำโดยสุจริต (good faith) ผู้ที่ประสงค์จะอ้างว่าอีกฝ่ายกระทำโดยไม่สุจริตมีภาระพิสูจน์เอง หลักนี้ใช้บ่อยในคดีสัญญาและกรรมสิทธิ์
สุจริตสันนิษฐานgood faithหลักสุจริตภาระพิสูจน์
มาตรา 7หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
อัตราดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนด — ร้อยละ 3 ต่อปี
ดอกเบี้ยไม่กำหนด: 3% ต่อปี (เดิม 7.5% → ลดเป็น 3% ตาม พ.ร.ก.2564) ปรับเปลี่ยนได้โดย พ.ร.ฎ.
ดอกเบี้ยร้อยละสาม3%อัตราดอกเบี้ย
มาตรา 8หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
นิยามเหตุสุดวิสัย (Force Majeure)
เหตุสุดวิสัย: เหตุที่ป้องกันไม่ได้แม้ระมัดระวังตามสมควร เช่น ภัยธรรมชาติ สงคราม โรคระบาด ใช้ยกเว้นความรับผิด
เหตุสุดวิสัยForce Majeureป้องกันไม่ได้
มาตรา 9หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ลงลายมือชื่อ — ลายพิมพ์นิ้วมือต้องมีพยาน 2 คน
ลงชื่อ: เขียนเองไม่จำเป็น แต่ต้องลงลายมือชื่อ | ลายพิมพ์นิ้วมือ = ใช้ได้ถ้ามีพยาน 2 คน | ยกเว้นต่อหน้าเจ้าหน้าที่
ลายมือชื่อลายพิมพ์นิ้วมือพยานเอกสาร
มาตรา 10หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ตีความเอกสาร — สองนัย ให้ถือนัยที่มีผลบังคับ
ตีความเอกสาร: 2 นัย→ใช้นัยที่บังคับได้ | สงสัย→ตีความเป็นคุณแก่ฝ่ายเสียเปรียบ (ม.11)
ตีความเอกสารสองนัย
มาตรา 11หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ตีความกรณีสงสัย — เป็นคุณแก่ฝ่ายที่ต้องเสียในมูลหนี้
ตีความกรณีสงสัย: เป็นคุณแก่ลูกหนี้/ฝ่ายเสียเปรียบ เช่น สัญญากำกวม→ตีความเป็นคุณแก่ผู้กู้
ตีความสงสัยเป็นคุณลูกหนี้
มาตรา 12หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ตัวเลขกับตัวอักษรไม่ตรงกัน — ถือตัวอักษร
ตัวเลข vs ตัวอักษร: ไม่ตรงกัน→ถือตัวอักษร เช่น เขียน "หนึ่งแสน" แต่ตัวเลขเขียน 10,000 → ถือหนึ่งแสน
ตัวอักษรตัวเลขไม่ตรงกัน
มาตรา 13หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
จำนวนเงินในเอกสารขัดกัน — ยึดจำนวนน้อยที่สุด
เมื่อเอกสารระบุจำนวนเงินหรือปริมาณไว้หลายแห่งแต่ไม่ตรงกัน (เช่น ตัวอักษรกับตัวเลขขัดกัน) และไม่อาจทราบเจตนาที่แท้จริงได้ กฎหมายให้ยึดจำนวนที่น้อยที่สุดเป็นเกณฑ์ ใช้บ่อยในกรณีเช็ค ตั๋วเงิน และสัญญาการเงิน
จำนวนเงินตัวอักษรตัวเลขขัดกันเอกสารยึดน้อยที่สุดตั๋วเงิน
มาตรา 14หมวด 1 — บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
เอกสารหลายภาษา — ขัดกัน ให้ถือภาษาไทย
เอกสารหลายภาษา: ขัดกัน+หาเจตนาไม่ได้ → ถือตามภาษาไทย เช่น สัญญาไทย-อังกฤษ ขัดกัน=ใช้ภาษาไทย
เอกสารหลายภาษาภาษาไทยขัดกัน
มาตรา 15หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
สภาพบุคคล — เริ่มเมื่อคลอดอยู่รอด สิ้นเมื่อตาย
สภาพบุคคล: คลอด+อยู่รอด=เริ่มสิทธิ ตาย=สิ้นสุด ทารกในครรภ์มีสิทธิได้ถ้าคลอดแล้วรอด (มรดก/ประกัน)
สภาพบุคคลคลอดตายทารกในครรภ์
มาตรา 16หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้เยาว์อายุ 15 ปี ทำพินัยกรรมได้
พินัยกรรม: ผู้เยาว์ทำได้เมื่ออายุ ≥15 ปี ≠ นิติกรรมอื่น(ต้อง 20 ปีหรือได้ยินยอมผู้แทน)
พินัยกรรม15 ปีผู้เยาว์
มาตรา 17หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ตายพร้อมกัน — ภยันตรายร่วมกัน ไม่รู้ใครตายก่อน
หากบุคคลหลายคนเสียชีวิตในเหตุการณ์อันตรายเดียวกัน และไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าใครตายก่อนหลัง ให้ถือว่าทุกคนตายพร้อมกัน ผลสำคัญคือต่างฝ่ายต่างไม่รับมรดกของกันและกัน มักเกิดในอุบัติเหตุหรือภัยพิบัติ
ตายพร้อมกันภยันตรายมรดกลำดับการตายพ้นวิสัย
มาตรา 18หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
สิทธิในนาม — ห้ามผู้อื่นใช้นามโดยมิได้รับอนุญาต
บุคคลมีสิทธิในการใช้ชื่อ (นาม) ของตน หากผู้อื่นโต้แย้งสิทธิ หรือใช้ชื่อเดียวกันโดยไม่ได้รับอนุญาตจนทำให้เจ้าของเสียประโยชน์ เจ้าของนามอาจเรียกให้ระงับ และร้องขอต่อศาลสั่งห้ามได้หากเสียหายต่อเนื่อง
สิทธิในนามชื่อบุคคลห้ามใช้นามความเสียหายร้องขอศาล
มาตรา 19หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้เยาว์ — ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทำนิติกรรมต้องได้รับความยินยอม
ผู้เยาว์: อายุ <20 ปี ทำนิติกรรม→ต้องได้รับยินยอมจากผู้แทน ไม่ได้ยินยอม=โมฆียะ | สมรส=บรรลุนิติภาวะ
ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะ20 ปียินยอม
มาตรา 20หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะโดยสมรส — อายุ 17 ปี สมรส = บรรลุ
สมรส=บรรลุนิติภาวะ: อายุ ≥17 ปี + สมรสตามกฎหมาย → บรรลุนิติภาวะทันที ไม่ต้องรอ 20 ปี
บรรลุนิติภาวะสมรส17 ปี
มาตรา 21หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้เยาว์ทำนิติกรรม — ต้องได้รับความยินยอมก่อน มิฉะนั้นโมฆียะ
ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม (บิดามารดา หรือผู้ปกครอง) ก่อนเสมอ หากทำโดยไม่ได้รับความยินยอม นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆียะ — สมบูรณ์ได้หากได้รับการให้สัตยาบันในภายหลัง
ผู้เยาว์นิติกรรมโมฆียะผู้แทนโดยชอบธรรมความยินยอม
มาตรา 22หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้เยาว์ทำนิติกรรมได้โดยไม่ต้องยินยอม — 5 กรณี
ผู้เยาว์ทำได้เอง: เรื่องเฉพาะตัว/จำเป็นดำรงชีวิต/ได้สิทธิโดยไม่มีเงื่อนไข/ทำพินัยกรรม(≥15)/สมรส(≥17)
ผู้เยาว์ทำได้เฉพาะตัวจำเป็น
มาตรา 23หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้เยาว์ทำการเฉพาะตัว — ทำได้เองโดยไม่ต้องขอความยินยอม
ผู้เยาว์สามารถทำกิจการที่ต้องทำด้วยตนเองเฉพาะตัวได้ โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เช่น การสมรส (เมื่อถึงอายุที่กฎหมายกำหนด) การทำพินัยกรรม เป็นต้น
ผู้เยาว์การเฉพาะตัวทำได้เองความสามารถไม่ต้องขอยินยอม
มาตรา 24หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้เยาว์ทำนิติกรรมที่ได้สิทธิ — ทำได้โดยไม่ต้องยินยอม
ผู้เยาว์ได้สิทธิ: ได้สิทธิอย่างเดียว(ไม่มีภาระ)→ทำได้เลย ไม่ต้องยินยอม เช่น รับของขวัญ/รับมรดก(ไม่มีเงื่อนไข)
ผู้เยาว์ได้สิทธิไม่ต้องยินยอม
มาตรา 25หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้เยาว์ทำพินัยกรรมเมื่ออายุ 15 ปี — ทำได้โดยไม่ต้องยินยอม
ผู้เยาว์ทำพินัยกรรม: อายุ ≥15 ปี ทำได้โดยไม่ต้องยินยอมผู้แทน ≠ นิติกรรมอื่น(ต้องยินยอม/20ปี)
พินัยกรรมผู้เยาว์15 ปีไม่ต้องยินยอม
มาตรา 26หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้เยาว์จำหน่ายทรัพย์สิน — ภายในขอบที่ผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาต
เมื่อผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ผู้เยาว์จำหน่ายทรัพย์สินสำหรับวัตถุประสงค์ที่ระบุ ผู้เยาว์จำหน่ายได้ตามใจสมัครภายในขอบนั้น หากอนุญาตโดยไม่ระบุวัตถุประสงค์ ผู้เยาว์จำหน่ายได้โดยอิสระทั้งหมด
ผู้เยาว์จำหน่ายทรัพย์สินผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตขอบอำนาจ
มาตรา 27หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้เยาว์ประกอบธุรกิจ — มีฐานะเสมือนบรรลุนิติภาวะในธุรกิจนั้น
ผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ประกอบธุรกิจหรือทำงานได้ เมื่อได้รับความยินยอม ผู้เยาว์มีฐานะเสมือนบรรลุนิติภาวะในส่วนธุรกิจนั้น หากผู้แทนไม่ยินยอมโดยไม่มีเหตุ ผู้เยาว์ขอศาลอนุญาตได้ และผู้แทนอาจถอนความยินยอมได้หากธุรกิจก่อให้เกิดความเสียหาย
ผู้เยาว์ประกอบธุรกิจบรรลุนิติภาวะความยินยอมถอนความยินยอมสัญญาจ้างแรงงาน
มาตรา 28หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
คนไร้ความสามารถ — ศาลสั่ง นิติกรรมเป็นโมฆียะ
คนไร้ความสามารถ: ศาลสั่งเพราะวิกลจริต ทำนิติกรรม=โมฆียะทุกอย่าง ผู้อนุบาลทำแทน
คนไร้ความสามารถวิกลจริตผู้อนุบาลโมฆียะ
มาตรา 29หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
คนไร้ความสามารถทำนิติกรรม — เป็นโมฆียะ
นิติกรรมใดที่คนไร้ความสามารถ (ผู้ที่ถูกศาลสั่งแล้ว) กระทำลง ย่อมตกเป็นโมฆียะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะกระทำในขณะที่จิตวิกลหรือไม่ก็ตาม ต่างจากบุคคลวิกลจริตที่ยังไม่ถูกศาลสั่ง
คนไร้ความสามารถโมฆียะนิติกรรมศาลสั่งวิกลจริต
มาตรา 30หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
บุคคลวิกลจริตยังไม่ถูกสั่ง — โมฆียะเฉพาะขณะวิกลและอีกฝ่ายรู้
บุคคลวิกลจริตที่ยังไม่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ นิติกรรมจะเป็นโมฆียะก็ต่อเมื่อครบสองเงื่อนไข: (1) กระทำในขณะที่จิตวิกลอยู่ และ (2) คู่กรณีอีกฝ่ายรู้ว่าผู้กระทำเป็นคนวิกลจริต
วิกลจริตโมฆียะคนไร้ความสามารถนิติกรรมรู้ว่าวิกล
มาตรา 31หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
เพิกถอนคำสั่งไร้ความสามารถ — เมื่อเหตุสิ้นสุดและประกาศราชกิจจาฯ
เมื่อเหตุที่ทำให้เป็นคนไร้ความสามารถสิ้นสุดลงแล้ว บุคคลนั้นหรือบุคคลตามมาตรา 28 สามารถร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนคำสั่งไร้ความสามารถได้ และคำสั่งศาลต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เพิกถอนไร้ความสามารถราชกิจจานุเบกษาศาลสิ้นสุดเหตุ
มาตรา 32หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
คนเสมือนไร้ความสามารถ — เหตุและการตั้งผู้พิทักษ์
บุคคลที่มีกายพิการ จิตฟั่นเฟือน สุรุ่ยสุร่าย ติดสุราหรือยาเมา จนไม่สามารถจัดการกิจการตนเองได้หรืออาจทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ศาลอาจสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและต้องมีผู้พิทักษ์ดูแล คำสั่งต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เสมือนไร้ความสามารถผู้พิทักษ์จิตฟั่นเฟือนศาลสั่งกายพิการราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 33หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ศาลพิจารณาคดี — อาจสั่งเป็นไร้ความสามารถหรือเสมือนฯ แทนกันได้
ในการพิจารณาคดี ศาลมีอำนาจยืดหยุ่น: หากขอให้สั่งไร้ความสามารถแต่พิสูจน์ได้แค่จิตฟั่นเฟือน ศาลอาจสั่งเป็นเสมือนไร้ความสามารถแทน และในทางกลับกัน หากขอให้สั่งเสมือนไร้ความสามารถแต่ปรากฏว่าวิกลจริต ศาลอาจสั่งเป็นไร้ความสามารถได้
ไร้ความสามารถเสมือนไร้ความสามารถจิตฟั่นเฟือนวิกลจริตดุลพินิจศาล
มาตรา 34หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
คนเสมือนไร้ความสามารถ — ทำนิติกรรมบางอย่างต้องได้ยินยอมผู้พิทักษ์
เสมือนไร้ความสามารถ: 11 กรณีต้องได้ยินยอมผู้พิทักษ์ (ลงทุน/กู้/ค้ำ/เช่า/ให้/อสังหาฯ/ฟ้อง/ยอมความ)
เสมือนไร้ความสามารถผู้พิทักษ์ยินยอม
มาตรา 35หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้พิทักษ์ไม่ยินยอมโดยไม่มีเหตุ — ร้องขอศาลให้อนุญาตแทนได้
หากผู้พิทักษ์ปฏิเสธไม่ยินยอมให้คนเสมือนไร้ความสามารถทำนิติกรรมตามมาตรา 34 โดยไม่มีเหตุผลสมควร คนเสมือนไร้ความสามารถอาจร้องขอต่อศาล ศาลอาจอนุญาตโดยไม่ต้องรับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ได้ หากเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้น
ผู้พิทักษ์เสมือนไร้ความสามารถศาลอนุญาตนิติกรรมปฏิเสธโดยไม่มีเหตุ
มาตรา 36หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
เหตุที่ศาลสั่งเป็นเสมือนไร้ความสามารถสิ้นสุดไป — ถอนคำสั่ง
ถอนเสมือนไร้ความสามารถ: เหตุหมด→ร้องศาลถอนได้ กลับเป็นผู้มีความสามารถเต็ม
เสมือนไร้ความสามารถถอนคำสั่งกลับมีความสามารถ
มาตรา 37หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ภูมิลำเนาบุคคลธรรมดา — ที่อยู่เป็นหลักแหล่งสำคัญ
ภูมิลำเนา: ถิ่นที่มีสถานที่อยู่เป็นหลัก สำคัญในการฟ้อง(ฟ้องที่ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา)
ภูมิลำเนาสถานที่อยู่หลักแหล่ง
มาตรา 38หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
มีที่อยู่หลายแห่ง — ถือแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนา
มีที่อยู่หลายแห่ง: อยู่สลับกัน→ถือแห่งไหนก็ได้ เช่น มีบ้านกรุงเทพ+เชียงใหม่ ฟ้องที่ไหนก็ได้
หลายแห่งสับเปลี่ยนภูมิลำเนา
มาตรา 39หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ภูมิลำเนาไม่ปรากฏ — ถือถิ่นที่อยู่เป็นภูมิลำเนา
ไม่ปรากฏภูมิลำเนา: ใช้ถิ่นที่อยู่แทน เช่น คนไร้บ้าน=ที่พบตัว(ม.40)
ภูมิลำเนาไม่ปรากฏถิ่นที่อยู่
มาตรา 40หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
คนไม่มีที่อยู่ — พบตัวที่ไหน ถือเป็นภูมิลำเนา
คนไม่มีที่อยู่: คนเร่ร่อน/ไร้บ้าน→พบตัวที่ไหน=ภูมิลำเนาที่นั่น สำคัญในการส่งหมาย/ฟ้องคดี
ไม่มีที่อยู่เร่ร่อนพบตัวภูมิลำเนา
มาตรา 41หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ภูมิลำเนาเปลี่ยน — ย้ายถิ่น + เจตนาเปลี่ยน
เปลี่ยนภูมิลำเนา: ต้องมีทั้ง 2 อย่าง (1) ย้ายถิ่นจริง + (2) เจตนาจะเปลี่ยน ย้ายชั่วคราว≠เปลี่ยน
เปลี่ยนภูมิลำเนาย้ายถิ่นเจตนา
มาตรา 42หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ภูมิลำเนาเฉพาะการ — เลือกถิ่นเฉพาะเพื่อทำการใด
ภูมิลำเนาเฉพาะการ: เลือกถิ่นเฉพาะสำหรับทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ระบุที่อยู่ในสัญญา=ภูมิลำเนาเฉพาะ
ภูมิลำเนาเฉพาะการเลือกถิ่นสัญญา
มาตรา 43หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ภูมิลำเนาคู่สมรส — ที่อยู่กินฉันสามีภริยา
ภูมิลำเนาคู่สมรส: ที่อยู่ร่วมกัน แยกกัน=แสดงเจตนา (แก้ไข ฉบับที่ 24 รวมคู่สมรสเพศเดียวกัน)
ภูมิลำเนาคู่สมรสอยู่กินแยก
มาตรา 44หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ภูมิลำเนาผู้เยาว์ — ตามภูมิลำเนาผู้แทนโดยชอบธรรม
ภูมิลำเนาผู้เยาว์: ตามพ่อแม่/ผู้ปกครอง ถ้าพ่อแม่แยกกัน→ตามคนที่อยู่ด้วย
ภูมิลำเนาผู้เยาว์ผู้แทนอำนาจปกครอง
มาตรา 45หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ภูมิลำเนาคนไร้ความสามารถ — ตามผู้อนุบาล
ภูมิลำเนาคนไร้ความสามารถ: ตามผู้อนุบาล คล้าย ม.44(ผู้เยาว์ตามผู้แทนโดยชอบธรรม)
ภูมิลำเนาคนไร้ความสามารถผู้อนุบาล
มาตรา 46หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ภูมิลำเนาข้าราชการ — ตามที่ทำการตามตำแหน่ง
ภูมิลำเนาข้าราชการ: ที่ทำการตามตำแหน่ง ย้ายตำแหน่ง=เปลี่ยนภูมิลำเนา ตำแหน่งชั่วคราว≠เปลี่ยน
ภูมิลำเนาข้าราชการที่ทำการตำแหน่ง
มาตรา 47หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ภูมิลำเนาผู้ต้องขัง — เรือนจำ/ทัณฑสถาน
ภูมิลำเนาผู้ต้องขัง: เรือนจำ=ภูมิลำเนา สำคัญในการฟ้องคดีแพ่ง/ส่งหมาย
ภูมิลำเนาผู้ต้องขังเรือนจำ
มาตรา 48หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
สาบสูญ — ไม่ปรากฏตัว 5 ปี ศาลสั่งเป็นคนสาบสูญ
สาบสูญ: หายไป 5 ปี (ปกติ) หรือ 2 ปี (ภัยพิบัติ/สงคราม) → ศาลสั่ง ถือว่าตาย ณ วันครบกำหนด
สาบสูญ5 ปีถือว่าตายภูมิลำเนา
มาตรา 49หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้ไม่อยู่มีตัวแทนทั่วไป — ตัวแทนระงับหรือจัดการเสียหาย ให้นำม.48 มาใช้
กรณีผู้ไม่อยู่ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ แต่ต่อมาสัญญาตัวแทนระงับลง หรือตัวแทนจัดการทรัพย์สินในลักษณะที่อาจเสียหาย ให้นำมาตรา 48 (การขอตั้งผู้จัดการทรัพย์สิน) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ผู้ไม่อยู่ตัวแทนอำนาจทั่วไปจัดการทรัพย์สินมาตรา 48
มาตรา 50หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ทำบัญชีทรัพย์สินผู้ไม่อยู่ — ศาลสั่งตามคำร้องของผู้มีส่วนได้เสีย
เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ ศาลอาจสั่งให้ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปของผู้ไม่อยู่จัดทำบัญชีทรัพย์สินตามที่ศาลกำหนดได้ เพื่อความโปร่งใสในการจัดการทรัพย์สิน
ผู้ไม่อยู่บัญชีทรัพย์สินตัวแทนศาลพนักงานอัยการ
มาตรา 51หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ตัวแทนทำการเกินขอบอำนาจ — ต้องขออนุญาตศาลก่อน
ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปของผู้ไม่อยู่ หากจำเป็นต้องทำการนอกเหนือจากขอบอำนาจที่ได้รับ ต้องร้องขออนุญาตต่อศาลก่อน และทำได้เฉพาะเมื่อศาลสั่งอนุญาตแล้วเท่านั้น (ภายใต้บังคับมาตรา 802)
ตัวแทนเกินขอบอำนาจขออนุญาตศาลผู้ไม่อยู่มาตรา 802
มาตรา 52หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้จัดการทรัพย์สิน — ต้องทำบัญชีภายใน 3 เดือน
ผู้จัดการทรัพย์สินที่ศาลตั้งขึ้นต้องจัดทำบัญชีทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนนับแต่วันทราบคำสั่งตั้ง แต่สามารถร้องขอต่อศาลให้ขยายกำหนดเวลาได้
ผู้จัดการทรัพย์สินบัญชีทรัพย์สิน3 เดือนผู้ไม่อยู่ขยายเวลา
มาตรา 53หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
บัญชีทรัพย์สิน — ต้องมีพยานสองคนลงลายมือชื่อรับรอง
บัญชีทรัพย์สินผู้ไม่อยู่ (ตามมาตรา 50 และ 52) ต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คนลงลายมือชื่อรับรอง โดยควรเป็นคู่สมรสหรือญาติที่บรรลุนิติภาวะ หากหาไม่ได้หรือไม่ยินยอม จะให้บุคคลอื่นที่บรรลุนิติภาวะเป็นพยานแทนได้
บัญชีทรัพย์สินพยานรับรองผู้ไม่อยู่คู่สมรสญาติ
มาตรา 54หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้จัดการทรัพย์สิน — อำนาจเท่ากับตัวแทนทั่วไป ต้องขอศาลหากเกินขอบ
ผู้จัดการทรัพย์สินที่ศาลตั้งมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปตามมาตรา 801-802 หากต้องทำการเกินขอบอำนาจ ต้องขออนุญาตต่อศาลและได้รับอนุญาตก่อนจึงจะทำได้
ผู้จัดการทรัพย์สินอำนาจหน้าที่ตัวแทนทั่วไปขออนุญาตศาลมาตรา 801
มาตรา 55หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ผู้จัดการทรัพย์สิน — ไม่แทรกแซงอำนาจเฉพาะของตัวแทน
ผู้จัดการทรัพย์สินไม่มีอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องในกิจการที่ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจเฉพาะได้รับมอบหมายไว้ แต่หากตัวแทนนั้นจัดการในลักษณะที่อาจเสียหายแก่ผู้ไม่อยู่ ผู้จัดการทรัพย์สินสามารถร้องขอศาลให้ถอดถอนตัวแทนนั้นได้
ผู้จัดการทรัพย์สินอำนาจเฉพาะตัวแทนถอดถอนผู้ไม่อยู่
มาตรา 56หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ศาลกำกับผู้จัดการทรัพย์สิน — สั่งประกัน แถลง หรือถอดถอนได้
ศาลอาจสั่งกำกับผู้จัดการทรัพย์สินโดยเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 ทาง: (1) สั่งให้หาประกัน (2) สั่งให้แถลงความเป็นอยู่ของทรัพย์สิน หรือ (3) ถอดถอนและตั้งคนใหม่แทน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอหรือศาลเห็นสมควร
ผู้จัดการทรัพย์สินศาลกำกับหาประกันถอดถอนผู้ไม่อยู่พนักงานอัยการ
มาตรา 57หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
บำเหน็จผู้จัดการทรัพย์สิน — ศาลกำหนดจากทรัพย์สินผู้ไม่อยู่
ศาลอาจกำหนดบำเหน็จให้ผู้จัดการทรัพย์สินจากทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ หากศาลไม่ได้กำหนด ผู้จัดการอาจขอในภายหลัง และศาลสามารถปรับ งด ลด เพิ่ม หรือเปลี่ยนแปลงบำเหน็จได้ตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนไป
บำเหน็จผู้จัดการทรัพย์สินศาลกำหนดผู้ไม่อยู่ปรับบำเหน็จ
มาตรา 58หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
สาบสูญ 2 ปีกรณีพิเศษ — ภัยพิบัติ สงคราม อากาศยานหาย เรือจม
สาบสูญพิเศษ 2 ปี: สงคราม/เรือจม/เครื่องบินหาย/ภัยพิบัติ หายไป 2 ปี=ศาลสั่งสาบสูญ ≠ปกติ 5 ปี
สาบสูญ2 ปีสงครามเรือจมภัยพิบัติ
มาตรา 59หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ความเป็นผู้จัดการสิ้นสุด — ต้องแจ้งศาลและดูแลต่อจนส่งมอบ
เมื่อความเป็นผู้จัดการทรัพย์สินสิ้นสุดลงตามมาตรา 58 (4)(5)(6) บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องแจ้งศาลโดยไม่ชักช้า และดูแลทรัพย์สินต่อไปเพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ไม่อยู่จนกว่าจะส่งมอบตามคำสั่งศาล
ผู้จัดการทรัพย์สินสิ้นสุดหน้าที่แจ้งศาลส่งมอบทรัพย์สินผู้ไม่อยู่
มาตรา 60หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
บทบัญญัติตัวแทน — นำมาใช้กับการจัดการทรัพย์สินผู้ไม่อยู่โดยอนุโลม
บทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้นำมาใช้บังคับแก่การจัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่โดยอนุโลม ทำให้กฎเกณฑ์เรื่องตัวแทนนำมาปรับใช้ได้โดยตรง
ตัวแทนผู้ไม่อยู่จัดการทรัพย์สินนำมาใช้โดยอนุโลม
มาตรา 61หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
คนสาบสูญ — ร้องขอศาลหลังไม่มีข่าว 5 ปี หรือ 2 ปีในกรณีพิเศษ
หากบุคคลหายไปจากภูมิลำเนาและไม่มีผู้ใดรู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอด 5 ปี ศาลอาจสั่งให้เป็นคนสาบสูญได้ ระยะเวลาลดเหลือ 2 ปีหากหายไปในสงคราม ยานพาหนะอับปาง หรืออยู่ในอันตรายแก่ชีวิต
คนสาบสูญ5 ปี2 ปีศาลสั่งภูมิลำเนาสงครามพนักงานอัยการ
มาตรา 62หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
คนสาบสูญ — ถือว่าตายเมื่อครบกำหนดตามมาตรา 61
บุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ให้ถือว่าถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดในมาตรา 61 (5 ปีหรือ 2 ปีแล้วแต่กรณี) ผลคือมรดกเปิดและสิทธิต่างๆ ระงับไป
คนสาบสูญถือว่าตายครบกำหนดมรดกผลทางกฎหมาย
มาตรา 63หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ถอนคำสั่งสาบสูญ — พิสูจน์ว่ายังมีชีวิตหรือตายคนละเวลา
ศาลจะถอนคำสั่งสาบสูญได้หากพิสูจน์ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่ หรือตายในเวลาอื่นจากที่ระบุในมาตรา 62 การถอนคำสั่งไม่กระทบการกระทำที่สุจริตในช่วงนั้น ผู้ที่เสียสิทธิทรัพย์สินเพราะการถอนคำสั่ง ให้ใช้หลักลาภมิควรได้
ถอนคำสั่งสาบสูญยังมีชีวิตสุจริตลาภมิควรได้คนสาบสูญ
มาตรา 64หมวด 2 — บุคคลธรรมดา
ประกาศคำสั่งสาบสูญ — ลงในราชกิจจานุเบกษา
คำสั่งศาลทั้งที่ให้เป็นคนสาบสูญ และที่ถอนคำสั่งสาบสูญ ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลต่อสาธารณะ
คนสาบสูญราชกิจจานุเบกษาประกาศคำสั่งศาลถอนคำสั่ง
มาตรา 65หมวด 3 — นิติบุคคล
นิติบุคคล — มีสิทธิหน้าที่เหมือนบุคคลธรรมดา ยกเว้นเฉพาะตัว
นิติบุคคล: มีสิทธิ/หน้าที่เหมือนคนธรรมดา ยกเว้นเรื่องเฉพาะตัว (สมรส/ทำพินัยกรรม) ทำได้ในขอบวัตถุประสงค์
นิติบุคคลสิทธิวัตถุประสงค์
มาตรา 66หมวด 3 — นิติบุคคล
ภูมิลำเนานิติบุคคล — สำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานที่ทำการ
ภูมิลำเนานิติบุคคล: ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ สำคัญในการฟ้องคดี (ฟ้องที่ศาลที่นิติบุคคลมีภูมิลำเนา)
ภูมิลำเนานิติบุคคลสำนักงานใหญ่
มาตรา 67หมวด 3 — นิติบุคคล
ผู้แทนนิติบุคคลหลายคน — ต้องกระทำร่วมกัน
ผู้แทนหลายคน: ต้องทำร่วมกัน(เว้นแต่กำหนดไว้) เช่น กรรมการ2คนลงนามร่วม ≠ กรรมการคนเดียวลงนาม
ผู้แทนหลายคนร่วมกันลงนาม
มาตรา 68หมวด 3 — นิติบุคคล
นิติบุคคลต้องจดทะเบียน — มิฉะนั้นไม่มีฐานะนิติบุคคล
จดทะเบียน=นิติบุคคล: ไม่จดทะเบียน=ไม่เป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทไม่จด=ห้างหุ้นส่วนสามัญ
จดทะเบียนนิติบุคคลอำนาจกฎหมาย
มาตรา 69หมวด 3 — นิติบุคคล
นิติบุคคลตั้งขึ้นโดยกฎหมายอื่น — บริษัทมหาชน/รัฐวิสาหกิจ
นิติบุคคลอื่น: บริษัทมหาชน(พ.ร.บ.บมจ.) รัฐวิสาหกิจ วัด มัสยิด สหกรณ์ ตั้งขึ้นโดยกฎหมายเฉพาะ
นิติบุคคลอื่นกฎหมายอื่นบริษัทมหาชน
มาตรา 70หมวด 3 — นิติบุคคล
นิติบุคคลมีภูมิลำเนา — ตามที่จดทะเบียน
ภูมิลำเนานิติบุคคล: สำนักงานใหญ่=ภูมิลำเนา หลายสาขา→เลือกแห่งไหนก็ได้ คู่กับ ม.66
ภูมิลำเนานิติบุคคลสำนักงานใหญ่สาขา
มาตรา 71หมวด 3 — นิติบุคคล
นิติบุคคลมีสิทธิฟ้องร้องและถูกฟ้อง — เป็นคู่ความได้
นิติบุคคลฟ้อง/ถูกฟ้อง: เป็นคู่ความได้ ผู้แทน(กรรมการ)ดำเนินคดีแทน เช่น บริษัทฟ้องลูกค้า
นิติบุคคลฟ้องร้องคู่ความผู้แทน
มาตรา 72หมวด 3 — นิติบุคคล
นิติบุคคลมีชื่อ — ต้องใช้ชื่อตามที่จดทะเบียน
ชื่อนิติบุคคล: ต้องใช้ตามจดทะเบียน ใช้ชื่ออื่น→ไม่ผูกพัน เช่น บจ.ABC ทำสัญญาในชื่อ XYZ=ไม่ผูกพัน
ชื่อนิติบุคคลจดทะเบียนชื่อ
มาตรา 73หมวด 3 — นิติบุคคล
นิติบุคคลต้องมีสำนักงาน — ที่ตั้งสำนักงานจดทะเบียน
สำนักงานนิติบุคคล: ต้องมีที่ตั้งจดทะเบียน เปลี่ยนที่ตั้ง=ต้องจดทะเบียนเปลี่ยน สำคัญเรื่องภูมิลำเนา(ม.66)
สำนักงานนิติบุคคลจดทะเบียน
มาตรา 74หมวด 3 — นิติบุคคล
กรรมการนิติบุคคลทำละเมิด — นิติบุคคลรับผิดร่วม
นิติบุคคลรับผิดละเมิด: กรรมการ/ลูกจ้างทำละเมิดในหน้าที่→นิติบุคคลรับผิดร่วม+ไล่เบี้ยได้
นิติบุคคลละเมิดกรรมการไล่เบี้ย
มาตรา 75หมวด 3 — นิติบุคคล
นิติบุคคลต้องมีผู้แทน — ผู้แทนทำการแทนนิติบุคคล
นิติบุคคลไม่มีผู้แทน: ศาลตั้งผู้แทนชั่วคราวได้ เช่น กรรมการลาออกหมด→ศาลตั้งแทน
นิติบุคคลไม่มีผู้แทนผู้แทนชั่วคราว
มาตรา 76หมวด 3 — นิติบุคคล
ผู้แทนนิติบุคคล — กรรมการเป็นผู้แทน ทำนิติกรรมแทน
ผู้แทนนิติบุคคล: กรรมการ/ผู้จัดการ ทำนิติกรรม/ฟ้อง/ถูกฟ้องแทนนิติบุคคล ทำเกินอำนาจ=ไม่ผูกพัน
ผู้แทนนิติบุคคลกรรมการผู้จัดการ
มาตรา 77หมวด 3 — นิติบุคคล
ผู้แทนนิติบุคคลทำละเมิดในกิจการ — นิติบุคคลรับผิดร่วม
ผู้แทนนิติบุคคลละเมิด: นิติบุคคลรับผิดร่วม+ไล่เบี้ยได้ คล้าย ม.425(นายจ้างรับผิดร่วมลูกจ้าง)
ผู้แทนนิติบุคคลละเมิดรับผิดร่วม
มาตรา 78หมวด 3 — นิติบุคคล
สมาคม — วัตถุประสงค์ต้องไม่แสวงหากำไร
สมาคม: ไม่แสวงหากำไร+จดทะเบียน=นิติบุคคล สมาชิก≥3คน กรรมการ≥3คน ≠ บริษัท(แสวงหากำไร)
สมาคมไม่แสวงหากำไรจดทะเบียน
มาตรา 79หมวด 3 — นิติบุคคล
ข้อบังคับสมาคม — รายการบังคับอย่างน้อย 8 หัวข้อ
ข้อบังคับของสมาคมต้องมีรายการอย่างน้อย 8 หัวข้อ ได้แก่ (1) ชื่อสมาคม (2) วัตถุประสงค์ (3) ที่ตั้งสำนักงาน (4) วิธีรับสมาชิกและการพ้นสมาชิกภาพ (5) ค่าบำรุง (6) คณะกรรมการ (7) การจัดการ บัญชี ทรัพย์สิน (8) การประชุมใหญ่
สมาคมข้อบังคับจดทะเบียนนิติบุคคลคณะกรรมการการประชุมใหญ่
มาตรา 80หมวด 3 — นิติบุคคล
ชื่อสมาคม — ต้องมีคำว่า สมาคม ประกอบในชื่อ
สมาคมทุกแห่งต้องใช้ชื่อที่มีคำว่า "สมาคม" ประกอบกับชื่อนั้นเสมอ เป็นข้อกำหนดเพื่อให้สาธารณชนทราบสถานะของนิติบุคคลประเภทนี้
สมาคมชื่อนิติบุคคลข้อกำหนดชื่อ
มาตรา 81หมวด 3 — นิติบุคคล
ขอจดทะเบียนสมาคม — สมาชิกไม่น้อยกว่า 3 คนยื่นคำขอ
การขอจดทะเบียนสมาคมต้องมีผู้จะเป็นสมาชิกอย่างน้อย 3 คนร่วมกันยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนในท้องที่ พร้อมแนบข้อบังคับ รายชื่อสมาชิกไม่น้อยกว่า 10 คน และรายชื่อกรรมการ
สมาคมจดทะเบียนนายทะเบียนสมาชิก 3 คนคณะกรรมการข้อบังคับ
มาตรา 82หมวด 3 — นิติบุคคล
นายทะเบียนพิจารณาจดทะเบียนสมาคม — รับ แก้ไข ไม่รับ หรืออุทธรณ์
นายทะเบียนตรวจสอบคำขอจดทะเบียนสมาคม หากถูกต้องตามมาตรา 79 และ 81 และวัตถุประสงค์ไม่ขัดกฎหมายหรือศีลธรรม ให้รับจดทะเบียนและประกาศราชกิจจาฯ หากบกพร่องให้สั่งแก้ไข หากไม่รับจดทะเบียน ผู้ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีมหาดไทยภายใน 30 วัน และรัฐมนตรีวินิจฉัยภายใน 90 วัน คำวินิจฉัยเป็นที่สุด
สมาคมนายทะเบียนจดทะเบียนอุทธรณ์รัฐมนตรีมหาดไทยราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 83หมวด 3 — นิติบุคคล
สมาคมจดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล
สมาคม=นิติบุคคล: จดทะเบียนแล้ว→มีสิทธิฟ้อง/ถูกฟ้อง/มีทรัพย์สิน/ทำนิติกรรมได้
สมาคมนิติบุคคลจดทะเบียน
มาตรา 84หมวด 3 — นิติบุคคล
การแก้ไขข้อบังคับสมาคมโดยมติที่ประชุมใหญ่
การแก้ไขข้อบังคับสมาคมต้องกระทำโดยมติที่ประชุมใหญ่ และต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันลงมติ มีผลบังคับเมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนแล้ว
ข้อบังคับสมาคมมติที่ประชุมใหญ่จดทะเบียนนายทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม
มาตรา 85หมวด 3 — นิติบุคคล
การแต่งตั้งและเปลี่ยนแปลงกรรมการสมาคม
การแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการสมาคมต้องจดทะเบียนภายในสามสิบวัน นายทะเบียนมีอำนาจปฏิเสธการจดทะเบียนกรรมการที่มีฐานะหรือความประพฤติไม่เหมาะสม
กรรมการสมาคมจดทะเบียนนายทะเบียนคุณสมบัติกรรมการเปลี่ยนแปลงกรรมการ
มาตรา 86หมวด 3 — นิติบุคคล
คณะกรรมการสมาคม — เป็นผู้ดำเนินกิจการและผู้แทน
กรรมการสมาคม: ดำเนินกิจการ+เป็นผู้แทน อยู่ภายใต้ที่ประชุมใหญ่ คล้าย กรรมการบริษัท(ม.1144)
กรรมการสมาคมดำเนินกิจการผู้แทน
มาตรา 87หมวด 3 — นิติบุคคล
คณะกรรมการสมาคมเป็นผู้แทนกิจการภายนอก
คณะกรรมการของสมาคมทำหน้าที่เป็นผู้แทนสมาคมในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกทุกประการ
คณะกรรมการสมาคมผู้แทนบุคคลภายนอกสมาคม
มาตรา 88หมวด 3 — นิติบุคคล
ผลสมบูรณ์ของกิจการแม้กรรมการมีข้อบกพร่อง
กิจการที่คณะกรรมการสมาคมกระทำไปมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้ภายหลังจะปรากฏว่ามีข้อบกพร่องในการตั้งหรือคุณสมบัติของกรรมการ
กรรมการสมาคมข้อบกพร่องผลสมบูรณ์คุณสมบัติกรรมการการตั้งกรรมการ
มาตรา 89หมวด 3 — นิติบุคคล
สิทธิสมาชิกตรวจตรากิจการและทรัพย์สินสมาคม
สมาชิกของสมาคมมีสิทธิตรวจตรากิจการและทรัพย์สินของสมาคมได้ในระหว่างเวลาทำการ
สมาชิกสมาคมตรวจตรากิจการสมาคมทรัพย์สินเวลาทำการ
มาตรา 90หมวด 3 — นิติบุคคล
หน้าที่สมาชิกชำระค่าบำรุงสมาคมเต็มจำนวน
สมาชิกต้องชำระค่าบำรุงเต็มจำนวนในวันสมัครหรือวันเริ่มต้นของระยะเวลาชำระ เว้นแต่ข้อบังคับสมาคมกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
ค่าบำรุงสมาชิกสมาคมชำระเงินข้อบังคับวันสมัคร
มาตรา 91หมวด 3 — นิติบุคคล
สมาชิกสมาคมลาออกได้ — ลาออกเมื่อใดก็ได้
ลาออกจากสมาคม: ลาออกเมื่อไหร่ก็ได้ เว้นแต่ข้อบังคับกำหนดเป็นอย่างอื่น
สมาคมลาออกสมาชิก
มาตรา 92หมวด 3 — นิติบุคคล
ความรับผิดของสมาชิกในหนี้สมาคมไม่เกินค่าบำรุงค้าง
สมาชิกแต่ละคนรับผิดในหนี้ของสมาคมได้ไม่เกินจำนวนค่าบำรุงที่ตนค้างชำระ
ความรับผิดหนี้สมาคมค่าบำรุงค้างชำระสมาชิก
มาตรา 93หมวด 3 — นิติบุคคล
หน้าที่จัดประชุมใหญ่สามัญอย่างน้อยปีละครั้ง
คณะกรรมการของสมาคมมีหน้าที่ต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
ประชุมใหญ่สามัญคณะกรรมการสมาคมประจำปีหน้าที่
มาตรา 94หมวด 3 — นิติบุคคล
การประชุมใหญ่วิสามัญและสิทธิสมาชิกร้องขอ
คณะกรรมการอาจเรียกประชุมใหญ่วิสามัญตามที่เห็นสมควร และสมาชิกไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าหรือหนึ่งร้อยคนมีสิทธิร้องขอให้เรียกประชุมได้ หากคณะกรรมการไม่ดำเนินการภายในสามสิบวัน สมาชิกอาจเรียกประชุมเองได้
ประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกร้องขอคณะกรรมการสมาคมกำหนดเรียกประชุมหนึ่งในห้า
มาตรา 95หมวด 3 — นิติบุคคล
การแจ้งนัดและระเบียบวาระประชุมใหญ่สมาคม
การเรียกประชุมใหญ่ต้องส่งหนังสือนัดประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ระบุสถานที่ วัน เวลา และระเบียบวาระการประชุม พร้อมส่งรายละเอียดและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
หนังสือนัดประชุมระเบียบวาระประชุมใหญ่ล่วงหน้าเจ็ดวันคณะกรรมการสมาคม
มาตรา 96หมวด 3 — นิติบุคคล
องค์ประชุมที่ประชุมใหญ่สมาคมและการประชุมซ้ำ
การประชุมใหญ่สมาคมต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงครบองค์ประชุม หากไม่ครบและคณะกรรมการเป็นผู้เรียก ให้เรียกประชุมใหม่ภายในสิบสี่วันโดยไม่บังคับองค์ประชุม
องค์ประชุมประชุมใหญ่สมาคมกึ่งหนึ่งสมาชิกประชุมซ้ำ
มาตรา 97หมวด 3 — นิติบุคคล
การลงมติเสียงข้างมากและเสียงชี้ขาดของประธาน
มติที่ประชุมใหญ่ถือเสียงข้างมาก สมาชิกแต่ละคนมีเสียงหนึ่ง และหากคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานออกเสียงชี้ขาดได้อีกเสียงหนึ่ง
มติที่ประชุมเสียงข้างมากเสียงชี้ขาดประธานการลงคะแนน
มาตรา 98หมวด 3 — นิติบุคคล
การมอบอำนาจให้สมาชิกออกเสียงแทนในที่ประชุม
สมาชิกอาจมอบอำนาจให้สมาชิกอื่นเข้าประชุมและออกเสียงลงคะแนนแทนตนได้ เว้นแต่ข้อบังคับสมาคมกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
มอบอำนาจออกเสียงแทนประชุมใหญ่สมาชิกตัวแทน
มาตรา 99หมวด 3 — นิติบุคคล
ห้ามออกเสียงเมื่อมีส่วนได้เสียขัดกับสมาคม
กรรมการหรือสมาชิกที่มีส่วนได้เสียขัดกับผลประโยชน์ของสมาคมในเรื่องที่จะมีมติ ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น
ส่วนได้เสียห้ามออกเสียงความขัดแย้งทางผลประโยชน์กรรมการสมาชิก
มาตรา 100หมวด 3 — นิติบุคคล
สมาคมเลิก — ตามข้อบังคับ/ศาลสั่ง/เหลือสมาชิก <7 คน
สมาคมเลิก: ตามข้อบังคับ/มติ/ศาลสั่ง/ล้มละลาย คล้ายมูลนิธิเลิก(ม.130) ทรัพย์สิน→ตามข้อบังคับ/แผ่นดิน
สมาคมเลิกมติศาลสั่งล้มละลาย
มาตรา 101หมวด 3 — นิติบุคคล
เหตุแห่งการเลิกสมาคมตามกฎหมาย
สมาคมเลิกได้ด้วยเหตุต่างๆ ได้แก่ เหตุตามข้อบังคับ ครบกำหนดเวลา กิจการสำเร็จ มติที่ประชุมใหญ่ ล้มละลาย นายทะเบียนถอนชื่อ หรือศาลมีคำสั่งให้เลิก
เลิกสมาคมล้มละลายนายทะเบียนศาลมติเลิกสมาคม
มาตรา 102หมวด 3 — นิติบุคคล
อำนาจนายทะเบียนถอนชื่อสมาคมออกจากทะเบียน
นายทะเบียนมีอำนาจถอนชื่อสมาคมออกจากทะเบียนเมื่อวัตถุประสงค์หรือการดำเนินกิจการขัดกฎหมาย สมาคมหยุดดำเนินการต่อเนื่อง หรือมีสมาชิกน้อยกว่าสิบคนติดต่อกันเกินสองปี
นายทะเบียนถอนชื่อสมาคมทะเบียนสมาคมวัตถุประสงค์ขัดกฎหมายสมาชิกน้อยกว่าสิบคน
มาตรา 103หมวด 3 — นิติบุคคล
การแจ้งคำสั่งถอนชื่อสมาคมและสิทธิอุทธรณ์
เมื่อนายทะเบียนสั่งถอนชื่อสมาคมต้องแจ้งเหตุผลและประกาศในราชกิจจานุเบกษา กรรมการหรือสมาชิกไม่น้อยกว่าสามคนมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายในสามสิบวัน
คำสั่งถอนชื่ออุทธรณ์รัฐมนตรีมหาดไทยราชกิจจานุเบกษานายทะเบียน
มาตรา 104หมวด 3 — นิติบุคคล
ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอศาลสั่งเลิกสมาคม
ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอต่อนายทะเบียนให้ถอนชื่อสมาคม และหากนายทะเบียนไม่ดำเนินการหรือแจ้งเหตุผลที่ไม่เป็นที่พอใจ ผู้ร้องขออาจยื่นต่อศาลให้สั่งเลิกสมาคมได้
ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลเลิกสมาคมนายทะเบียนคำสั่งศาล
มาตรา 105หมวด 3 — นิติบุคคล
การแจ้งการเลิกสมาคมต่อนายทะเบียนและประกาศ
เมื่อสมาคมมีเหตุต้องเลิกตามมาตรา 101 คณะกรรมการต้องแจ้งนายทะเบียนภายในสิบสี่วัน และนายทะเบียนประกาศการเลิกในราชกิจจานุเบกษา
แจ้งเลิกสมาคมนายทะเบียนราชกิจจานุเบกษาคณะกรรมการล้มละลาย
มาตรา 106หมวด 3 — นิติบุคคล
การชำระบัญชีสมาคมเมื่อเลิกโดยอนุโลม
เมื่อเลิกสมาคมให้มีการชำระบัญชีโดยนำบทบัญญัติว่าด้วยการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ชำระบัญชีสมาคมเลิกสมาคมห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัดอนุโลม
มาตรา 107หมวด 3 — นิติบุคคล
สมาคมเลิก — ให้ชำระบัญชี ทรัพย์สินที่เหลือตกแก่สมาคมอื่น
สมาคมเลิก+ชำระบัญชี: ทรัพย์ที่เหลือ→สมาคม/มูลนิธิคล้ายกัน ไม่มี→แผ่นดิน ≠ บริษัท(แบ่งให้ผู้ถือหุ้น)
สมาคมเลิกชำระบัญชีทรัพย์สินแผ่นดิน
มาตรา 108หมวด 3 — นิติบุคคล
สิทธิตรวจและคัดสำเนาเอกสารสมาคมจากนายทะเบียน
ผู้ใดมีสิทธิยื่นคำขอตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารเกี่ยวกับสมาคมที่นายทะเบียนเก็บรักษา โดยต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ตรวจเอกสารคัดสำเนานายทะเบียนค่าธรรมเนียมเอกสารสมาคม
มาตรา 109หมวด 3 — นิติบุคคล
อำนาจรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับสมาคม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนและออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับการจดทะเบียน ค่าธรรมเนียม และการดำเนินกิจการสมาคม
รัฐมนตรีมหาดไทยกฎกระทรวงนายทะเบียนจดทะเบียนสมาคมค่าธรรมเนียม
มาตรา 110หมวด 3 — นิติบุคคล
มูลนิธิ — ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้เพื่อวัตถุประสงค์สาธารณะ
มูลนิธิ: จัดสรรทรัพย์สินเพื่อสาธารณะ ไม่แบ่งปัน+จดทะเบียน=นิติบุคคล ≠ สมาคม(คนรวมกัน)
มูลนิธิสาธารณะไม่แบ่งปันทรัพย์สิน
มาตรา 111หมวด 3 — นิติบุคคล
มูลนิธิต้องมีข้อบังคับและคณะกรรมการอย่างน้อยสามคน
มูลนิธิต้องมีข้อบังคับและคณะกรรมการอย่างน้อยสามคนเป็นผู้ดำเนินกิจการตามกฎหมายและข้อบังคับ
มูลนิธิข้อบังคับมูลนิธิคณะกรรมการมูลนิธิจัดตั้งมูลนิธิสามคน
มาตรา 112หมวด 3 — นิติบุคคล
รายการบังคับขั้นต่ำในข้อบังคับมูลนิธิ
ข้อบังคับมูลนิธิต้องมีรายการสำคัญอย่างน้อย ได้แก่ ชื่อ วัตถุประสงค์ ที่ตั้ง ทรัพย์สินขณะจัดตั้ง ข้อกำหนดเกี่ยวกับกรรมการ และการจัดการทรัพย์สินและบัญชี
ข้อบังคับมูลนิธิรายการบังคับวัตถุประสงค์ทรัพย์สินมูลนิธิกรรมการมูลนิธิ
มาตรา 113หมวด 3 — นิติบุคคล
ชื่อมูลนิธิต้องมีคำว่ามูลนิธิประกอบด้วยเสมอ
มูลนิธิทุกแห่งต้องใช้ชื่อที่มีคำว่า "มูลนิธิ" ประกอบอยู่ด้วยเสมอ
ชื่อมูลนิธิมูลนิธิข้อกำหนดชื่อ
มาตรา 114หมวด 3 — นิติบุคคล
การยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิต่อนายทะเบียน
การจดทะเบียนมูลนิธิต้องยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อนายทะเบียน ระบุเจ้าของทรัพย์สิน รายชื่อกรรมการ และแนบข้อบังคับมาด้วย
จดทะเบียนมูลนิธิคำขอจดทะเบียนนายทะเบียนข้อบังคับกรรมการมูลนิธิ
มาตรา 115หมวด 3 — นิติบุคคล
การพิจารณารับหรือปฏิเสธจดทะเบียนมูลนิธิ
นายทะเบียนจะรับจดทะเบียนมูลนิธิเมื่อคำขอและข้อบังคับถูกต้อง วัตถุประสงค์ไม่ขัดกฎหมาย และกรรมการมีคุณสมบัติเหมาะสม หากปฏิเสธผู้ขอมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายในสามสิบวัน
จดทะเบียนมูลนิธินายทะเบียนปฏิเสธจดทะเบียนอุทธรณ์วัตถุประสงค์มูลนิธิ
มาตรา 116หมวด 3 — นิติบุคคล
สิทธิถอนการขอจัดตั้งมูลนิธิก่อนจดทะเบียน
ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิมีสิทธิถอนการจัดตั้งได้ก่อนนายทะเบียนรับจดทะเบียน แต่สิทธินี้ไม่ตกทอดไปยังทายาท และหากผู้ขอจัดตั้งหลายคนมีคนใดถอนก็ทำให้คำขอระงับทั้งหมด
ถอนการจัดตั้งมูลนิธิคำขอจดทะเบียนทายาทสิทธิถอนระงับคำขอ
มาตรา 117หมวด 3 — นิติบุคคล
ผลกรณีผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิตายก่อนจดทะเบียน
หากผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิถึงแก่ความตายก่อนการจดทะเบียน คำขอยังคงมีผลต่อไปและทายาทหรือผู้จัดการมรดกสามารถดำเนินการแทน หากไม่ดำเนินการภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการอาจดำเนินการแทนได้
ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิถึงแก่ความตายทายาทผู้จัดการมรดกพนักงานอัยการ
มาตรา 118หมวด 3 — นิติบุคคล
การจัดตั้งมูลนิธิตามข้อกำหนดพินัยกรรม
กรณีพินัยกรรมกำหนดให้ก่อตั้งมูลนิธิ ผู้มีหน้าที่ต้องดำเนินการจดทะเบียนภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน มิเช่นนั้นผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการสามารถดำเนินการแทนได้ และผู้ยื่นคำขอตามมาตรานี้ไม่มีสิทธิถอนการจัดตั้ง
พินัยกรรมมูลนิธิผู้มีส่วนได้เสียพนักงานอัยการจดทะเบียนมูลนิธิ
มาตรา 119หมวด 3 — นิติบุคคล
การกำหนดรายการข้อบังคับที่พินัยกรรมไม่ครบถ้วน
หากพินัยกรรมที่กำหนดให้ตั้งมูลนิธิไม่ครบรายการตามมาตรา 112 ผู้ยื่นคำขออาจกำหนดรายการดังกล่าวได้ และหากมีผู้คัดค้านให้ร้องต่อศาลภายในหกสิบวัน
พินัยกรรมมูลนิธิข้อบังคับนายทะเบียนผู้คัดค้าน
มาตรา 120หมวด 3 — นิติบุคคล
มูลนิธิจดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล
มูลนิธิ=นิติบุคคล: จดทะเบียนแล้ว→มีสิทธิฟ้อง/ถูกฟ้อง/มีทรัพย์สิน คล้าย สมาคม(ม.83)
มูลนิธินิติบุคคลจดทะเบียน
มาตรา 121หมวด 3 — นิติบุคคล
ทรัพย์สินตกเป็นของมูลนิธิเมื่อได้จดทะเบียน
เมื่อจดทะเบียนมูลนิธิแล้ว ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้ตกเป็นของมูลนิธิตั้งแต่วันจดทะเบียน หรือตั้งแต่วันผู้ขอจัดตั้งถึงแก่ความตายหากตายก่อนจดทะเบียน
โอนทรัพย์สินมูลนิธิจดทะเบียนผู้ขอจัดตั้งวันจดทะเบียน
มาตรา 122หมวด 3 — นิติบุคคล
มูลนิธิที่จดทะเบียนแล้วมีสถานะเป็นนิติบุคคล
มูลนิธิที่ได้จดทะเบียนแล้วมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
มูลนิธินิติบุคคลจดทะเบียน
มาตรา 123หมวด 3 — นิติบุคคล
คณะกรรมการมูลนิธิเป็นผู้แทนกิจการภายนอก
คณะกรรมการของมูลนิธิเป็นผู้แทนมูลนิธิในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกทุกประการ
คณะกรรมการมูลนิธิผู้แทนบุคคลภายนอกมูลนิธิ
มาตรา 124หมวด 3 — นิติบุคคล
ผลสมบูรณ์ของกิจการแม้กรรมการมูลนิธิมีข้อบกพร่อง
กิจการที่คณะกรรมการมูลนิธิกระทำไปมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้ภายหลังจะปรากฏว่ามีข้อบกพร่องในการแต่งตั้งหรือคุณสมบัติของกรรมการ
กรรมการมูลนิธิข้อบกพร่องผลสมบูรณ์คุณสมบัติมูลนิธิ
มาตรา 125หมวด 3 — นิติบุคคล
การแต่งตั้งและเปลี่ยนแปลงกรรมการมูลนิธิ
การแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการมูลนิธิต้องจดทะเบียนภายในสามสิบวัน นายทะเบียนมีอำนาจปฏิเสธกรรมการที่ไม่เหมาะสม และกรรมการที่พ้นตำแหน่งยังคงปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการจดทะเบียนชุดใหม่
กรรมการมูลนิธิจดทะเบียนนายทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการคุณสมบัติ
มาตรา 126หมวด 3 — นิติบุคคล
อำนาจคณะกรรมการแก้ไขข้อบังคับมูลนิธิ
คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับมูลนิธิ และต้องนำการแก้ไขไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวัน
แก้ไขข้อบังคับมูลนิธิคณะกรรมการมูลนิธิจดทะเบียนนายทะเบียน
มาตรา 127หมวด 3 — นิติบุคคล
เงื่อนไขการแก้ไขวัตถุประสงค์ในข้อบังคับมูลนิธิ
การแก้ไขวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในข้อบังคับกระทำได้เฉพาะเพื่อให้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ได้ หรือเมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงทำให้วัตถุประสงค์เดิมมีประโยชน์น้อยลง
แก้ไขวัตถุประสงค์มูลนิธิข้อบังคับพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ใกล้ชิด
มาตรา 128หมวด 3 — นิติบุคคล
อำนาจนายทะเบียนตรวจตราและควบคุมกิจการมูลนิธิ
นายทะเบียนมีอำนาจตรวจตราและควบคุมดูแลการดำเนินกิจการมูลนิธิ รวมถึงมีคำสั่งให้ชี้แจง เรียกตรวจสอบเอกสาร และเข้าสำนักงานมูลนิธิในเวลากลางวันได้
นายทะเบียนตรวจตราควบคุมมูลนิธิอำนาจตรวจสอบกิจการมูลนิธิ
มาตรา 129หมวด 3 — นิติบุคคล
การถอดถอนกรรมการมูลนิธิโดยคำสั่งศาล
นายทะเบียน อัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอให้ศาลถอดถอนกรรมการมูลนิธิที่ดำเนินกิจการผิดพลาดหรือฝ่าฝืนกฎหมาย และศาลอาจแต่งตั้งกรรมการใหม่แทนได้
ถอดถอนกรรมการมูลนิธิศาลนายทะเบียนพนักงานอัยการ
มาตรา 130หมวด 3 — นิติบุคคล
มูลนิธิเลิก 5 กรณี — ตามข้อบังคับ/สิ้นกำหนด/สำเร็จ/ล้มละลาย/ศาลสั่ง
มูลนิธิเลิก: ตามข้อบังคับ/สิ้นกำหนด/สำเร็จ/ล้มละลาย/ศาลสั่ง ทรัพย์สินที่เหลือ→โอนให้มูลนิธิอื่น/แผ่นดิน
มูลนิธิเลิกข้อบังคับล้มละลายศาลสั่ง
มาตรา 131หมวด 3 — นิติบุคคล
เหตุที่ศาลอาจสั่งให้เลิกมูลนิธิ
นายทะเบียน อัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอต่อศาลให้สั่งเลิกมูลนิธิ เมื่อวัตถุประสงค์ขัดกฎหมาย มูลนิธิกระทำการขัดศีลธรรม หรือไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
เลิกมูลนิธิศาลวัตถุประสงค์ขัดกฎหมายผู้มีส่วนได้เสียหยุดดำเนินกิจการ
มาตรา 132หมวด 3 — นิติบุคคล
การแจ้งการเลิกมูลนิธิและประกาศราชกิจจานุเบกษา
เมื่อมูลนิธิมีเหตุต้องเลิกตามมาตรา 130 คณะกรรมการต้องแจ้งนายทะเบียนภายในสิบสี่วัน และนายทะเบียนประกาศการเลิกในราชกิจจานุเบกษา
แจ้งเลิกมูลนิธินายทะเบียนราชกิจจานุเบกษาคณะกรรมการมูลนิธิล้มละลาย
มาตรา 133หมวด 3 — นิติบุคคล
การชำระบัญชีมูลนิธิและรายงานต่อนายทะเบียน
เมื่อเลิกมูลนิธิให้มีการชำระบัญชีโดยนำบทบัญญัติว่าด้วยการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนและบริษัทมาใช้บังคับโดยอนุโลม และผู้ชำระบัญชีต้องเสนอรายงานต่อนายทะเบียนเพื่ออนุมัติ
ชำระบัญชีมูลนิธิเลิกมูลนิธิผู้ชำระบัญชีนายทะเบียนรายงานการชำระบัญชี
มาตรา 134หมวด 3 — นิติบุคคล
การโอนทรัพย์สินมูลนิธิหลังชำระบัญชีเสร็จสิ้น
เมื่อชำระบัญชีแล้ว ทรัพย์สินมูลนิธิโอนไปยังมูลนิธิหรือนิติบุคคลที่ระบุในข้อบังคับ หากไม่ระบุให้ร้องขอต่อศาล และหากจัดสรรไม่ได้ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
โอนทรัพย์สินมูลนิธิชำระบัญชีตกเป็นของแผ่นดินนิติบุคคล
มาตรา 135หมวด 3 — นิติบุคคล
สิทธิตรวจและคัดสำเนาเอกสารมูลนิธิจากนายทะเบียน
ผู้ใดมีสิทธิยื่นคำขอตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารเกี่ยวกับมูลนิธิที่นายทะเบียนเก็บรักษา โดยต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ตรวจเอกสารคัดสำเนามูลนิธินายทะเบียนค่าธรรมเนียม
มาตรา 136หมวด 3 — นิติบุคคล
อำนาจรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับมูลนิธิ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนและออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับการจดทะเบียน ค่าธรรมเนียม และการดำเนินกิจการมูลนิธิ
รัฐมนตรีมหาดไทยกฎกระทรวงนายทะเบียนจดทะเบียนมูลนิธิมูลนิธิ
มาตรา 137หมวด 3 — นิติบุคคล
มาตรา 137 — ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง
ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง
หนี้สัญญาผิดนัดค่าเสียหายชดใช้พ้นหนี้เจ้าหนี้ละเมิด
มาตรา 138หมวด 4 — ทรัพย์
ทรัพย์สิน รวมทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่าง
ทรัพย์สินมีความหมายกว้างกว่าทรัพย์ โดยครอบคลุมทั้งวัตถุมีรูปร่างและวัตถุไม่มีรูปร่างที่มีราคาและอาจถือเอาได้
ทรัพย์สินวัตถุไม่มีรูปร่างราคาถือเอาได้นิยาม
มาตรา 139หมวด 4 — ทรัพย์
นิยามอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินและทรัพย์ติดที่ดินถาวร
อสังหาริมทรัพย์คือที่ดินและทรัพย์ที่ติดอยู่กับที่ดินอย่างถาวร รวมถึงทรัพยสิทธิที่เกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์ที่ประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน
อสังหาริมทรัพย์ที่ดินทรัพย์ติดที่ดินถาวรทรัพยสิทธินิยาม
มาตรา 140หมวด 4 — ทรัพย์
นิยามสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินที่ไม่ใช่อสังหา
สังหาริมทรัพย์คือทรัพย์สินทุกชนิดที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงสิทธิที่เกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย
สังหาริมทรัพย์นิยามทรัพย์สินสิทธิในทรัพย์
มาตรา 141หมวด 4 — ทรัพย์
ทรัพย์แบ่งได้ แยกเป็นส่วนๆ โดยรูปสมบูรณ์
ทรัพย์แบ่งได้คือทรัพย์ที่สามารถแยกออกเป็นส่วนๆ ได้อย่างชัดเจน โดยแต่ละส่วนยังคงสมบูรณ์ด้วยตัวเองได้
ทรัพย์แบ่งได้แบ่งแยกส่วนรูปบริบูรณ์นิยาม
มาตรา 142หมวด 4 — ทรัพย์
ทรัพย์แบ่งไม่ได้ แยกแล้วเปลี่ยนแปลงภาวะ
ทรัพย์แบ่งไม่ได้คือทรัพย์ที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงสภาพ รวมถึงทรัพย์ที่กฎหมายบัญญัติว่าแบ่งไม่ได้ด้วย
ทรัพย์แบ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงภาวะกฎหมายบัญญัตินิยาม
มาตรา 143หมวด 4 — ทรัพย์
ทรัพย์นอกพาณิชย์ ถือเอาหรือโอนไม่ได้ตามกฎหมาย
ทรัพย์นอกพาณิชย์คือทรัพย์ที่ไม่อาจถือเอาได้หรือโอนให้แก่กันได้ตามกฎหมาย เช่น ทรัพย์สาธารณะ
ทรัพย์นอกพาณิชย์ถือเอาไม่ได้โอนไม่ได้นิยามทรัพย์สาธารณะ
มาตรา 144หมวด 4 — ทรัพย์
ส่วนควบของทรัพย์ แยกไม่ได้โดยไม่ทำลาย
ส่วนควบคือส่วนที่เป็นสาระสำคัญของทรัพย์ซึ่งไม่อาจแยกออกได้โดยไม่ทำลายหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์ และเจ้าของทรัพย์ประธานย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบนั้นด้วย
ส่วนควบสาระสำคัญกรรมสิทธิ์ทำลายเปลี่ยนแปลงสภาพจารีตประเพณี
มาตรา 145หมวด 4 — ทรัพย์
ไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบที่ดิน ไม้ล้มลุกไม่ใช่
ไม้ยืนต้นถือเป็นส่วนควบของที่ดิน แต่ไม้ล้มลุกหรือธัญชาติที่เก็บเกี่ยวได้ตามฤดูกาลไม่ถือเป็นส่วนควบของที่ดิน
ไม้ยืนต้นไม้ล้มลุกธัญชาติส่วนควบที่ดินเก็บเกี่ยว
มาตรา 146หมวด 4 — ทรัพย์
ทรัพย์ติดชั่วคราวและสิ่งปลูกสร้างไม่เป็นส่วนควบ
ทรัพย์ที่ติดกับที่ดินหรือโรงเรือนเพียงชั่วคราวไม่ถือเป็นส่วนควบ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างของผู้ที่มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นก็ไม่เป็นส่วนควบเช่นกัน
ชั่วคราวส่วนควบโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างสิทธิในที่ดิน
มาตรา 147หมวด 4 — ทรัพย์
อุปกรณ์ สังหาริมทรัพย์ประกอบทรัพย์ประธานตกติด
อุปกรณ์คือสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ประจำกับทรัพย์ประธานเพื่อประโยชน์แก่การดูแลหรือใช้สอย และย่อมตกติดไปกับทรัพย์ประธานเว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
อุปกรณ์ทรัพย์ประธานตกติดสังหาริมทรัพย์ของใช้ประจำอาจิณ
มาตรา 148หมวด 4 — ทรัพย์
ดอกผลธรรมดาและดอกผลนิตินัยของทรัพย์
ดอกผลของทรัพย์มีสองประเภท ได้แก่ ดอกผลธรรมดาที่เกิดตามธรรมชาติ และดอกผลนิตินัยที่ได้จากการให้ผู้อื่นใช้ทรัพย์ซึ่งคำนวณได้เป็นรายวันหรือตามระยะเวลา
ดอกผลดอกผลธรรมดาดอกผลนิตินัยธรรมชาติค่าเช่าดอกเบี้ยรายวัน
มาตรา 149หมวด 5 — นิติกรรม
นิยาม — นิติกรรม
นิติกรรม = ชอบด้วยกฎหมาย + สมัครใจ + มุ่งก่อ/เปลี่ยน/โอน/ระงับสิทธิ
นิติกรรมนิยามสมัครใจสิทธิ
มาตรา 150หมวด 5 — นิติกรรม
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้าม — เป็นโมฆะ
สัญญาหรือนิติกรรมใดที่ (1) ผิดกฎหมาย (2) เป็นไปไม่ได้ หรือ (3) ขัดต่อศีลธรรม ถือเป็นโมฆะ — ไม่มีผลทางกฎหมาย ใช้บ่อยในกรณีสัญญากู้ดอกเบี้ยเกินกฎหมาย สัญญาจ้างทำสิ่งผิดกฎหมาย
โมฆะวัตถุประสงค์ต้องห้ามผิดกฎหมายขัดศีลธรรมสัญญาเป็นโมฆะ
มาตรา 151หมวด 5 — นิติกรรม
นิติกรรมโมฆียะ — บอกล้างได้
โมฆียะ = ยังใช้ได้จนกว่าบอกล้าง สาเหตุ: ไร้ความสามารถ เด็ก สำคัญผิด กลฉ้อฉล ข่มขู่
โมฆียะบอกล้างไร้ความสามารถสำคัญผิด
มาตรา 152หมวด 5 — นิติกรรม
แบบของนิติกรรม — ไม่ทำตามแบบ = โมฆะ
นิติกรรมไม่ทำตามแบบ = โมฆะ เช่น ซื้อขายที่ดินไม่จดทะเบียน กู้เกิน2000ไม่มีหนังสือ
แบบโมฆะจดทะเบียนกฎหมายบังคับ
มาตรา 153หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 153 — นิติกรรมฝ่าฝืนหลักความสามารถ — โมฆียะ
นิติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยความสามารถของบุคคล เช่น ผู้เยาว์ทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ตกเป็นโมฆียะ ไม่ใช่โมฆะ
โมฆียะความสามารถของบุคคลนิติกรรม
มาตรา 153/1หมวด 5 — นิติกรรม
นิติกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ — มีผลเท่ากับทำเป็นหนังสือ
นิติกรรมอิเล็กทรอนิกส์: ทำออนไลน์/อีเมล/e-signature มีผลเท่าหนังสือ ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
อิเล็กทรอนิกส์e-signatureธุรกรรมหนังสือ
มาตรา 154หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 154 — เจตนาซ่อนเร้น — ไม่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ
การแสดงเจตนาที่แตกต่างจากเจตนาซ่อนเร้นในใจไม่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายได้รู้ถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่นั้น
เจตนาซ่อนเร้นการแสดงเจตนาโมฆะ
มาตรา 155หมวด 5 — นิติกรรม
เจตนาลวง — สมรู้กัน = โมฆะ แต่ยกต่อสู้บุคคลภายนอกสุจริตไม่ได้
เจตนาลวง: สมรู้กัน=โมฆะ แต่คุ้มครองบุคคลภายนอกสุจริต | อำพราง→ใช้กฎหมายของนิติกรรมที่ถูกอำพราง
เจตนาลวงโมฆะอำพรางสุจริต
มาตรา 156หมวด 5 — นิติกรรม
สำคัญผิดในสาระสำคัญ — โมฆะ (ลักษณะ/ตัวบุคคล/ทรัพย์สิน)
สำคัญผิดสาระสำคัญ = โมฆะ: (1) ลักษณะนิติกรรม (2) ตัวบุคคลคู่กรณี (3) ทรัพย์สินวัตถุ ≠ โมฆียะ (ม.157)
สำคัญผิดสาระสำคัญโมฆะ
มาตรา 157หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 157 — สำคัญผิดในคุณสมบัติบุคคลหรือทรัพย์สิน — โมฆียะ
การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สินเป็นโมฆียะ โดยความสำคัญผิดนั้นต้องเป็นสาระสำคัญที่ถ้าไม่มีความสำคัญผิดดังกล่าวจะไม่มีการทำนิติกรรมนั้นเลย
สำคัญผิดคุณสมบัติโมฆียะ
มาตรา 158หมวด 5 — นิติกรรม
สำคัญผิดในคุณสมบัติ — โมฆียะ
สำคัญผิดในคุณสมบัติ → โมฆียะ ต้อง "สาระสำคัญ" เช่น ซื้อเพชรแท้ แต่เป็นเพชรเทียม ต่างจาก ม.156 สำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม
สำคัญผิดคุณสมบัติโมฆียะสาระสำคัญเพชรเทียม
มาตรา 159หมวด 5 — นิติกรรม
กลฉ้อฉล — หลอกลวงให้ทำนิติกรรม → โมฆียะ
กลฉ้อฉล = หลอกลวงจนทำนิติกรรม → โมฆียะ ต้อง "ถึงขนาด" เช่น ขายของปลอม โฆษณาเท็จจนซื้อ
กลฉ้อฉลหลอกลวงโมฆียะถึงขนาด
มาตรา 160หมวด 5 — นิติกรรม
ข่มขู่ — บังคับให้ทำนิติกรรม → โมฆียะ
ข่มขู่ให้ทำนิติกรรม → โมฆียะ ต้อง: ภัยใกล้จะถึง+ร้ายแรง+จูงใจให้กลัว เช่น ขู่ฆ่าให้ลงนามในสัญญา — ต่างจากกลฉ้อฉล (ม.159) ที่เป็นการหลอก
ข่มขู่โมฆียะภัยร้ายแรงใกล้จะถึงบังคับ
มาตรา 161หมวด 5 — นิติกรรม
แสดงเจตนาต่อบุคคลที่อยู่เฉพาะหน้า — มีผลทันที
แสดงเจตนา: ต่อหน้า=มีผลทันทีที่ทราบ ไม่อยู่ต่อหน้า=มีผลเมื่อไปถึง (Arrival Theory)
แสดงเจตนาต่อหน้าไปถึง
มาตรา 162หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 162 — นิ่งเสียไม่แจ้งข้อความจริง — ถือเป็นกลฉ้อฉล
การจงใจนิ่งเสียไม่แจ้งข้อเท็จจริงหรือคุณสมบัติที่อีกฝ่ายไม่ทราบในนิติกรรมสองฝ่าย ถือเป็นกลฉ้อฉลหากพิสูจน์ได้ว่าถ้าไม่นิ่งเสียเช่นนั้นนิติกรรมนั้นคงจะมิได้เกิดขึ้น
นิ่งเสียกลฉ้อฉลนิติกรรมสองฝ่าย
มาตรา 163หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 163 — กลฉ้อฉลทั้งสองฝ่าย — ยกอ้างต่อกันไม่ได้
หากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างใช้กลฉ้อฉลด้วยกัน ฝ่ายหนึ่งจะอ้างกลฉ้อฉลของอีกฝ่ายเพื่อบอกล้างหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนไม่ได้
กลฉ้อฉลสองฝ่ายบอกล้างค่าสินไหมทดแทน
มาตรา 164หมวด 5 — นิติกรรม
ระยะเวลาบอกล้างโมฆียะ — 1 ปี
บอกล้างโมฆียะ: ภายใน 1 ปีนับแต่รู้เหตุ หรือ 10 ปีนับแต่ทำนิติกรรม ถ้าไม่บอกล้างภายในกำหนด → สัตยาบัน (ใช้ได้ตลอดไป)
บอกล้างโมฆียะ1 ปี10 ปีสัตยาบัน
มาตรา 165หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 165 — ขู่ใช้สิทธิตามปกติ / ยำเกรง — ไม่ถือเป็นข่มขู่
การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกติไม่ถือเป็นการข่มขู่ และการกระทำที่เกิดจากความนับถือยำเกรงก็ไม่ถือว่าถูกข่มขู่ นิติกรรมจึงไม่เป็นโมฆียะ
ข่มขู่ใช้สิทธิตามปกติยำเกรง
มาตรา 166หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 166 — ข่มขู่โดยบุคคลภายนอก — ยังทำให้โมฆียะ
การข่มขู่ทำให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะแม้ว่าผู้ข่มขู่จะเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่กรณีก็ตาม ต่างจากกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอกที่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม
ข่มขู่บุคคลภายนอกโมฆียะ
มาตรา 167หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 167 — หลักวินิจฉัยสำคัญผิด/กลฉ้อฉล/ข่มขู่ — พิเคราะห์ตัวบุคคล
การวินิจฉัยว่ามีความสำคัญผิด กลฉ้อฉล หรือการข่มขู่หรือไม่ ต้องพิจารณาถึงเพศ อายุ ฐานะ สุขภาพ ภาวะจิต และพฤติการณ์แวดล้อมของผู้แสดงเจตนาด้วย
วินิจฉัยสำคัญผิดกลฉ้อฉล
มาตรา 168หมวด 5 — นิติกรรม
เจตนาซ่อนเร้น — รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ตรงเจตนา
เจตนาซ่อนเร้น: พูดอย่างคิดอย่าง → ใช้ได้ตามที่แสดงออก เว้นแต่อีกฝ่ายรู้ เช่น พูดว่าจะให้แต่ใจจริงไม่อยากให้ ถ้าอีกฝ่ายไม่รู้ → ต้องให้จริง
เจตนาซ่อนเร้นปกปิดแสดงออกรู้
มาตรา 169หมวด 5 — นิติกรรม
นิติกรรมอำพราง — เจตนาลวง
เจตนาลวง = โมฆะ แต่ต่อสู้คนภายนอกสุจริตไม่ได้ อำพราง = ใช้บังคับตามสัญญาจริง
เจตนาลวงอำพรางโมฆะบุคคลภายนอก
มาตรา 170หมวด 5 — นิติกรรม
นิติกรรมที่ต้องรับเจตนา — มีผลเมื่อไปถึง
เจตนามีผลเมื่อถึง: ส่งจดหมายบอกเลิกสัญญา→มีผลเมื่อถึง ≠ พินัยกรรม(มีผลเมื่อตาย)
แสดงเจตนาไปถึงมีผลผู้รับ
มาตรา 171หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 171 — ตีความการแสดงเจตนา — เจตนาแท้จริงสำคัญกว่าถ้อยคำ
การตีความการแสดงเจตนาต้องให้ความสำคัญกับเจตนาอันแท้จริงของผู้แสดงเจตนามากกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรที่ปรากฏ
ตีความเจตนาแท้จริงการแสดงเจตนา
มาตรา 172หมวด 5 — นิติกรรม
โมฆะกรรม — เสียเปล่า ผู้มีส่วนได้เสียยกขึ้นอ้างได้
โมฆะ: เสียเปล่าตั้งแต่ต้น สัตยาบันไม่ได้ ใครก็อ้างได้ คืนทรัพย์ตามลาภมิควรได้ ≠ โมฆียะ (ม.175)
โมฆะเสียเปล่าสัตยาบันลาภมิควรได้
มาตรา 173หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 173 — ส่วนหนึ่งของนิติกรรมโมฆะ — ผลต่อนิติกรรมทั้งสิ้น
หากส่วนใดของนิติกรรมเป็นโมฆะ นิติกรรมทั้งสิ้นย่อมตกเป็นโมฆะ เว้นแต่พฤติการณ์แสดงว่าคู่กรณีประสงค์ให้ส่วนที่ไม่โมฆะแยกออกจากส่วนที่โมฆะได้
โมฆะบางส่วนโมฆะทั้งสิ้นแยกส่วน
มาตรา 174หมวด 5 — นิติกรรม
นิติกรรมที่ไม่ทำตามแบบ — โมฆะ
ไม่ทำตามแบบ = โมฆะ เช่น ซื้อขายที่ดินไม่จดทะเบียน (ม.456) กู้ยืม ≥ 2,000 ไม่มีหลักฐาน (ม.653) เช่าอสังหาฯ > 3 ปีไม่จดทะเบียน (ม.507)
ไม่ทำตามแบบโมฆะหนังสือจดทะเบียนหลักฐาน
มาตรา 175หมวด 5 — นิติกรรม
โมฆียะกรรม — บอกล้างได้โดยผู้เสียหาย
บอกล้างโมฆียะ: ผู้แทน/ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ ผู้ถูกหลอก/ข่มขู่ คนวิกลจริต → บอกล้าง=โมฆะตั้งแต่ต้น
โมฆียะบอกล้างผู้เยาว์ข่มขู่
มาตรา 176หมวด 5 — นิติกรรม
โมฆียะกรรมให้สัตยาบันได้ — ให้สัตยาบัน = สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น
สัตยาบัน: ให้สัตยาบัน=สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น ≠ โมฆะ (สัตยาบันไม่ได้เลย ม.172) ไม่กระทบบุคคลภายนอก
สัตยาบันโมฆียะสมบูรณ์ตั้งแต่ต้น
มาตรา 177หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 177 — ให้สัตยาบันโมฆียะกรรม — สมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก
เมื่อผู้มีสิทธิบอกล้างให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรม ให้ถือว่านิติกรรมนั้นสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก (ย้อนหลัง) แต่ไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอก
สัตยาบันโมฆียะกรรมสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก
มาตรา 178หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 178 — วิธีบอกล้าง/ให้สัตยาบันโมฆียะกรรม — แสดงเจตนาแก่คู่กรณี
การบอกล้างหรือให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมทำได้โดยการแสดงเจตนาแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งต้องเป็นบุคคลที่กำหนดตัวได้แน่นอน
บอกล้างสัตยาบันแสดงเจตนา
มาตรา 179หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 179 — เวลาให้สัตยาบัน — ต้องภายหลังมูลเหตุโมฆียะสิ้นสุดแล้ว
สัตยาบันจะสมบูรณ์เมื่อกระทำหลังมูลเหตุโมฆียะสิ้นสุดแล้ว คนไร้ความสามารถต้องพ้นสภาพก่อน ทายาทให้สัตยาบันได้นับแต่ผู้ทำนิติกรรมถึงแก่ความตาย
สัตยาบันมูลเหตุโมฆียะทายาท
มาตรา 180หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 180 — พฤติการณ์โดยปริยาย — ถือว่าให้สัตยาบัน
หลังเวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ หากผู้มีสิทธิบอกล้างกระทำพฤติการณ์ต่าง ๆ เช่น ชำระหนี้ เรียกชำระหนี้ แปลงหนี้ ให้ประกัน โอนสิทธิ โดยไม่ได้สงวนสิทธิ ถือว่าให้สัตยาบันโดยปริยาย
สัตยาบันโดยปริยายพฤติการณ์ชำระหนี้
มาตรา 181หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 181 — อายุความบอกล้างโมฆียะกรรม — 1 ปี หรือ 10 ปี
โมฆียะกรรมจะบอกล้างไม่ได้เมื่อพ้น 1 ปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ หรือเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่ทำนิติกรรมนั้น แล้วแต่อย่างใดจะสิ้นสุดก่อน
บอกล้างอายุความ1 ปี 10 ปี
มาตรา 182หมวด 5 — นิติกรรม
เงื่อนไขบังคับก่อน — นิติกรรมมีผลเมื่อเงื่อนไขสำเร็จ
เงื่อนไข: บังคับก่อน=ไม่มีผลจนเงื่อนไขสำเร็จ (เช่น จะให้เมื่อจบปริญญา) บังคับหลัง=สิ้นผลเมื่อสำเร็จ
เงื่อนไขบังคับก่อนบังคับหลัง
มาตรา 183หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 183 — เงื่อนไขบังคับก่อน/บังคับหลัง — ผลและการย้อนหลัง
นิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนจะมีผลเมื่อเงื่อนไขสำเร็จ ส่วนเงื่อนไขบังคับหลังจะทำให้นิติกรรมสิ้นผลเมื่อเงื่อนไขสำเร็จ และสามารถตกลงให้ผลย้อนหลังได้ตามเจตนา
เงื่อนไขบังคับก่อนเงื่อนไขบังคับหลังผลย้อนหลัง
มาตรา 184หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 184 — ระหว่างเงื่อนไขยังไม่สำเร็จ — ห้ามกระทบประโยชน์คู่กรณี
ในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ คู่กรณีต้องงดเว้นการกระทำใด ๆ ที่จะทำให้อีกฝ่ายเสียประโยชน์ที่จะพึงได้จากการสำเร็จของเงื่อนไขนั้น
เงื่อนไขยังไม่สำเร็จงดเว้นเสียประโยชน์
มาตรา 185หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 185 — สิทธิของคู่กรณีระหว่างเงื่อนไขยังไม่สำเร็จ — จำหน่าย รับมรดก ประกัน
ระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ คู่กรณียังคงมีสิทธิตามกฎหมายในการจำหน่าย รับมรดก จัดการป้องกันรักษา หรือทำประกันสิทธิและหน้าที่ที่ตนมีอยู่
สิทธิระหว่างเงื่อนไขจำหน่ายรับมรดก
มาตรา 186หมวด 5 — นิติกรรม
ห้ามเงื่อนไขที่ขัดศีลธรรม — นิติกรรมเป็นโมฆะ
เงื่อนไขขัดศีลธรรม: นิติกรรมมีเงื่อนไขขัดศีลธรรม/พ้นวิสัย=โมฆะ เช่น "จะให้เงินถ้าฆ่าคน"=โมฆะ
เงื่อนไขขัดศีลธรรมโมฆะพ้นวิสัย
มาตรา 187หมวด 5 — นิติกรรม
เงื่อนเวลาเริ่มต้น — นิติกรรมมีผลเมื่อถึงกำหนด
เงื่อนเวลาเริ่ม: ยังเรียกร้องไม่ได้จนถึงกำหนด เช่น สัญญาเช่าเริ่ม 1 ม.ค. → เรียกก่อนไม่ได้
เงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนด
มาตรา 188หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 188 — เงื่อนไขผิดกฎหมาย/ขัดศีลธรรม — นิติกรรมโมฆะ
นิติกรรมที่มีเงื่อนไขอันไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นิติกรรมทั้งสิ้นย่อมเป็นโมฆะ
เงื่อนไขผิดกฎหมายความสงบเรียบร้อยโมฆะ
มาตรา 189หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 189 — เงื่อนไขพ้นวิสัย — บังคับก่อนโมฆะ บังคับหลังไม่มีเงื่อนไข
เงื่อนไขบังคับก่อนที่เป็นการพ้นวิสัยทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ แต่เงื่อนไขบังคับหลังที่พ้นวิสัยให้ถือว่านิติกรรมนั้นไม่มีเงื่อนไข มีผลสมบูรณ์ต่อไป
เงื่อนไขพ้นวิสัยบังคับก่อนบังคับหลัง
มาตรา 190หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 190 — เงื่อนไขสุดแล้วแต่ใจลูกหนี้ — โมฆะ
นิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนซึ่งจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับใจของฝ่ายลูกหนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ เพราะขาดความแน่นอน
เงื่อนไขใจลูกหนี้บังคับก่อนโมฆะ
มาตรา 191หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 191 — เงื่อนเวลาเริ่มต้น/สิ้นสุด — ห้ามทวงก่อนกำหนด/สิ้นผลเมื่อถึงเวลา
นิติกรรมที่มีเงื่อนเวลาเริ่มต้นห้ามทวงถามให้ปฏิบัติก่อนถึงเวลา ส่วนนิติกรรมที่มีเงื่อนเวลาสิ้นสุดย่อมสิ้นผลเองเมื่อถึงเวลาที่กำหนด
เงื่อนเวลาเริ่มต้นเงื่อนเวลาสิ้นสุดห้ามทวงถาม
มาตรา 192หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 192 — เงื่อนเวลาเพื่อประโยชน์ใคร — สันนิษฐานเพื่อประโยชน์ลูกหนี้
เงื่อนเวลาสันนิษฐานว่ากำหนดเพื่อประโยชน์ฝ่ายลูกหนี้ เว้นแต่ปรากฏว่าเพื่อประโยชน์เจ้าหนี้หรือทั้งสองฝ่าย และฝ่ายที่ได้ประโยชน์อาจสละประโยชน์นั้นได้โดยไม่กระทบอีกฝ่าย
เงื่อนเวลาประโยชน์ลูกหนี้สละประโยชน์
มาตรา 193หมวด 5 — นิติกรรม
มาตรา 193 — กรณีลูกหนี้ถือประโยชน์เงื่อนเวลาไม่ได้ — ล้มละลาย ไม่ให้ประกัน ฯลฯ
ลูกหนี้จะถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาไม่ได้ใน 4 กรณี คือ ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ไม่ให้ประกันเมื่อจำต้องให้ ทำลายหรือลดประกันที่ให้ไว้ และนำทรัพย์ผู้อื่นมาเป็นประกันโดยไม่ได้รับยินยอม
เงื่อนเวลาล้มละลายประกัน
มาตรา 193/1หมวด 6 — ระยะเวลา
การนับระยะเวลา — วัน เดือน ปี ตามปฏิทิน
นับระยะเวลา: ใช้กฎนี้เป็นหลัก กำหนดเป็นวัน→ไม่นับวันแรก กำหนดเป็นเดือน/ปี→นับตามปฏิทิน
ระยะเวลานับวันปฏิทิน
มาตรา 193/10หมวด 7 — อายุความ
อายุความเริ่มนับ — เมื่อบังคับสิทธิเรียกร้องได้
เริ่มนับอายุความ: เมื่อบังคับสิทธิได้ เช่น หนี้ถึงกำหนด=เริ่มนับ ≠ ละเมิด(เริ่มเมื่อรู้ ม.448)
เริ่มนับอายุความบังคับสิทธิถึงกำหนด
มาตรา 193/11หมวด 7 — อายุความ
อายุความ — นับรวมเสาร์ อาทิตย์ วันหยุด
นับอายุความ: นับรวมวันหยุด ไม่หักเสาร์อาทิตย์ ≠ ระยะเวลาวิ.แพ่ง(ม.4ตรี วันสุดท้ายตรงวันหยุด=เลื่อน)
นับอายุความวันหยุดนับรวม
มาตรา 193/12หมวด 7 — อายุความ
อายุความ — เริ่มนับเมื่อบังคับสิทธิเรียกร้องได้
อายุความเริ่มนับ: ตั้งแต่วันที่สามารถบังคับสิทธิได้ เช่น หนี้ถึงกำหนดจ่าย=เริ่มนับจากวันครบกำหนด ถูกละเมิด=นับจากวันรู้+รู้ตัวคนทำ
เริ่มนับอายุความบังคับสิทธิถึงกำหนดวันรู้
มาตรา 193/13หมวด 7 — อายุความ
อายุความเริ่มนับ — สิทธิเรียกร้องที่มีเงื่อนไข → เมื่อเงื่อนไขสำเร็จ
อายุความเงื่อนไข: มีเงื่อนไขบังคับก่อน→เริ่มนับเมื่อเงื่อนไขสำเร็จ ≠ ม.193/12(ไม่มีเงื่อนไข=เริ่มทันที)
อายุความเงื่อนไขสำเร็จเริ่มนับ
มาตรา 193/14หมวด 7 — อายุความ
อายุความ — ไม่ฟ้องภายในกำหนด ลูกหนี้ปฏิเสธได้
ผลอายุความขาด: ลูกหนี้มีสิทธิปฏิเสธชำระหนี้ (ไม่ใช่หนี้ระงับ เป็นแค่ข้อต่อสู้) ศาลไม่ยกเอง ต้องยกขึ้นอ้าง
อายุความขาดปฏิเสธชำระหนี้ข้อต่อสู้
มาตรา 193/15หมวด 7 — อายุความ
อายุความไม่สะดุด — ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยไม่ถือว่ารับสภาพหนี้
ชำระดอกเบี้ย≠รับสภาพหนี้: จ่ายดอกเบี้ย/ค่าเช่าปกติ ไม่ถือว่ารับสภาพหนี้ อายุความไม่สะดุด
ดอกเบี้ยค่าเช่าไม่รับสภาพหนี้
มาตรา 193/16หมวด 7 — อายุความ
สิทธิเรียกร้องที่ไม่มีอายุความ — กรรมสิทธิ์/ครอบครอง
ไม่มีอายุความ: กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน→ติดตามเอาคืนได้ตลอด ไม่ขาดอายุความ ≠ สิทธิเรียกร้อง(มีอายุความ)
ไม่มีอายุความกรรมสิทธิ์ติดตามเอาคืน
มาตรา 193/17หมวด 7 — อายุความ
อายุความสะดุดหยุดลง — เหตุให้เริ่มนับใหม่
อายุความสะดุด: ลูกหนี้รับสภาพหนี้/เจ้าหนี้ฟ้อง/ยื่นล้มละลาย/อนุญาโตตุลาการ → นับอายุความใหม่ตั้งแต่ต้น
อายุความสะดุดรับสภาพหนี้ฟ้องคดีนับใหม่
มาตรา 193/18หมวด 7 — อายุความ
อายุความ — คำนวณนับถอยหลังจากวันที่บังคับสิทธิได้
เริ่มนับอายุความ: เมื่อบังคับสิทธิได้ มีเงื่อนเวลา→เมื่อถึงกำหนด เช่น หนี้ครบกำหนด=เริ่มนับ
เริ่มนับอายุความบังคับสิทธิเงื่อนเวลา
มาตรา 193/19หมวด 7 — อายุความ
อายุความหยุดลงเพราะผู้ทรงสิทธิเป็นผู้เยาว์/ไร้ความสามารถ
อายุความผู้เยาว์: เป็นผู้เยาว์+ไม่มีผู้แทน→อายุความยืดออกอีก 1 ปีหลังบรรลุนิติภาวะ
อายุความผู้เยาว์ไร้ความสามารถยืดออก
มาตรา 193/2หมวด 6 — ระยะเวลา
นับวัน — ไม่นับวันแรก นับวันสุดท้าย
นับวัน: ไม่นับวันแรก เช่น รับหมาย 1 ม.ค. กำหนด 15 วัน → เริ่มนับ 2 ม.ค. ครบ 16 ม.ค.
นับวันไม่นับวันแรกระยะเวลา
มาตรา 193/20หมวด 7 — อายุความ
อายุความระหว่างสามีภริยา — ไม่นับระหว่างสมรส
อายุความสามีภริยา: ไม่นับระหว่างสมรส หย่าแล้ว→เริ่มนับ คุ้มครองความสัมพันธ์ครอบครัว
อายุความสามีภริยาไม่นับสมรส
มาตรา 193/21หมวด 7 — อายุความ
อายุความหยุดระหว่างจัดการมรดก
อายุความมรดก: หยุดระหว่างจัดการมรดก ยืดอีก 1 ปีหลังตั้ง ผจม./รับมรดก
อายุความมรดกผู้จัดการมรดก1 ปี
มาตรา 193/22หมวด 7 — อายุความ
อายุความหยุดลง — ไม่นับระหว่างมีเหตุขัดข้อง
อายุความหยุด: เหตุสุดวิสัย(น้ำท่วม/สงคราม)→อายุความหยุดนับ เหตุหมด→นับต่อ ≠ สะดุด(ม.193/17=นับใหม่)
อายุความหยุดเหตุสุดวิสัยขัดข้อง
มาตรา 193/23หมวด 7 — อายุความ
อายุความหยุดระหว่างผู้ปกครอง/ผู้อนุบาล
อายุความผู้ปกครอง: ไม่นับระหว่างมีตำแหน่ง คุ้มครองผู้เยาว์/คนไร้ความสามารถ
อายุความผู้ปกครองผู้อนุบาลหยุด
มาตรา 193/24หมวด 7 — อายุความ
อายุความสะดุด — สิทธิเรียกร้องเริ่มนับใหม่
อายุความสะดุด→นับใหม่: เวลาก่อนหน้าไม่นับ เริ่มนับใหม่ตั้งแต่เหตุสิ้นสุด เช่น ลูกหนี้รับสภาพหนี้→เริ่มนับ10ปีใหม่
อายุความสะดุดนับใหม่รับสภาพหนี้
มาตรา 193/25หมวด 7 — อายุความ
อายุความเริ่มนับใหม่หลังสะดุด — ต่อเมื่อเหตุสิ้นสุด
ถอนฟ้อง=อายุความไม่เคยสะดุด: ฟ้องแล้วถอน/ยกฟ้อง→เหมือนไม่เคยฟ้อง อายุความนับต่อไม่ใช่นับใหม่
ถอนฟ้องอายุความไม่เคยสะดุด
มาตรา 193/26หมวด 7 — อายุความ
อายุความเหลือไม่ถึง 6 เดือนเมื่อเหตุหยุดสิ้นสุด — ขยายเป็น 6 เดือน
ขยายอายุความ: เหตุหยุดหมดแล้ว เหลือ<6เดือน→ขยายเป็น6เดือน คุ้มครองเจ้าหนี้
ขยายอายุความ6 เดือนเหตุหยุด
มาตรา 193/27หมวด 7 — อายุความ
อายุความ — คู่กรณีตกลงเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ห้ามเปลี่ยนอายุความ: ตกลงกันเองเปลี่ยนไม่ได้ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย คู่กับ ม.193/28
ห้ามเปลี่ยนอายุความตกลง
มาตรา 193/28หมวด 7 — อายุความ
อายุความ — ห้ามตกลงขยาย/ย่น/สละอายุความล่วงหน้า
ห้ามเปลี่ยนอายุความ: ตกลงขยาย/ย่น/สละอายุความล่วงหน้าไม่ได้ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
ห้ามเปลี่ยนอายุความขยายย่นสละ
มาตรา 193/29หมวด 7 — อายุความ
ลูกหนี้สละประโยชน์แห่งอายุความ — ต้องทำหลังขาดอายุความ
สละอายุความ: ลูกหนี้สละได้หลังขาดอายุความ ทำล่วงหน้าไม่ได้(ม.193/28) เช่น ลงชื่อรับสภาพหนี้ใหม่
สละอายุความลูกหนี้หลังขาด
มาตรา 193/3หมวด 6 — ระยะเวลา
นับเดือน/ปี — ตามปฏิทิน
นับเดือน/ปี: ตามปฏิทิน เช่น 15 ม.ค.+1เดือน=14 ก.พ. ถ้าเดือนไม่มีวันตรง→วันสุดท้ายเดือน
นับเดือนปฏิทินปีสัปดาห์
มาตรา 193/30หมวด 7 — อายุความ
อายุความทั่วไป — 10 ปี
อายุความทั่วไปคือ 10 ปี — ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่น สิทธิเรียกร้องจะหมดอายุความใน 10 ปี นับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ หากปล่อยเลยไปจนเกินกำหนด ลูกหนี้มีสิทธิปฏิเสธการชำระหนี้ได้
อายุความ10 ปีหมดอายุความสิทธิเรียกร้องฟ้องไม่ทัน
มาตรา 193/31หมวด 7 — อายุความ
อายุความทั่วไปอื่น — สิทธิเรียกร้องตามสัญญา
อายุความ 10 ปี: ภาษีอากร/คำพิพากษา/สิทธิเรียกร้องทั่วไป(ม.193/30) → 10 ปี
อายุความ 10 ปีภาษีคำพิพากษา
มาตรา 193/32หมวด 7 — อายุความ
อายุความ 5 ปี — ค่าเช่าที่ค้าง ดอกเบี้ย เงินบำนาญ
อายุความ 5 ปี: ค่าเช่า/ดอกเบี้ย/ปันผล/ค่าเลี้ยงชีพ/เงินเดือน/ค่าจ้าง/บำนาญ เป็นรายงวด
อายุความ 5 ปีค่าเช่าดอกเบี้ยเงินเดือน
มาตรา 193/33หมวด 7 — อายุความ
อายุความ 5 ปี — ดอกเบี้ย ค่าเช่า เงินเดือน
หนี้ที่ต้องจ่ายเป็นงวดๆ มีอายุความ 5 ปี ได้แก่: ดอกเบี้ยค้างชำระ, ค่าผ่อนเป็นงวด, ค่าเช่าบ้านค้างจ่าย, เงินเดือน/เงินบำนาญค้างจ่าย ถ้าเจ้าหนี้ไม่ฟ้องภายใน 5 ปี ลูกหนี้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้
อายุความ 5 ปีดอกเบี้ยค้างค่าเช่าค้างเงินเดือนค้างผ่อนชำระ
มาตรา 193/34หมวด 7 — อายุความ
อายุความ 2 ปี — ค่าสินค้า ค่าจ้างทำของ ค่าอาหาร
หนี้ค่าสินค้า/ค่าบริการมีอายุความสั้นเพียง 2 ปี ได้แก่: ค่าสินค้า ค่าจ้างทำของ ค่าขนส่ง ค่าโรงแรม/อาหาร ค่าจ้างแรงงาน ค่าสอน ต้องเร่งทวงหนี้ภายใน 2 ปีนับจากวันที่มีสิทธิเรียกร้อง มิเช่นนั้นจะหมดสิทธิฟ้อง
อายุความ 2 ปีค่าสินค้าค่าจ้างทำของค่าจ้างแรงงานค่าโรงแรมทวงหนี้
มาตรา 193/35หมวด 7 — อายุความ
อายุความ 1 ปี — ค่าจ้างแรงงาน ค่าสอน ค่าอาหาร ค่าเช่าห้อง
อายุความ 1 ปี: ค่าจ้างแรงงาน/ค่าสอน/ค่าอาหาร/ค่าเช่าห้อง/ค่าส่งของ ≠ 2ปี(ม.193/34) ≠ 5ปี(ม.193/33)
อายุความ 1 ปีค่าจ้างค่าอาหาร
มาตรา 193/4หมวด 6 — ระยะเวลา
ระยะเวลาครึ่งปี — 6 เดือน
ครึ่งปี=6เดือน ไตรมาส=3เดือน ใช้ในการนับอายุความ/กำหนดเวลา
ครึ่งปีไตรมาส6 เดือน3 เดือน
มาตรา 193/5หมวด 6 — ระยะเวลา
วันต้นสัปดาห์ — วันจันทร์
ต้นสัปดาห์: วันจันทร์ ใช้ในกรณีนับระยะเวลาเป็นสัปดาห์
สัปดาห์วันจันทร์ต้นสัปดาห์
มาตรา 193/6หมวด 6 — ระยะเวลา
วันเริ่มต้นปี — 1 มกราคม
ต้นปี: 1 มกราคม ใช้ในกรณีนับอายุความเป็นปี
ต้นปีมกราคมปี
มาตรา 193/7หมวด 6 — ระยะเวลา
วันเริ่มต้นเดือน — วันที่ 1 ของเดือน
ต้นเดือน: วันที่ 1 ใช้ในกรณีนับระยะเวลาเป็นเดือน คู่กับ ม.193/5(ต้นสัปดาห์=จันทร์) ม.193/6(ต้นปี=1ม.ค.)
ต้นเดือนวันที่ 1เดือน
มาตรา 193/8หมวด 6 — ระยะเวลา
วันสุดท้ายตรงวันหยุด — เลื่อนเป็นวันทำงานถัดไป
วันสุดท้ายตรงวันหยุด: เลื่อนเป็นวันทำงานถัดไป เช่น ครบกำหนดวันเสาร์→เลื่อนเป็นวันจันทร์
วันหยุดเลื่อนวันทำงานวันสุดท้าย
มาตรา 193/9หมวด 7 — อายุความ
อายุความสะดุดหยุดลง — ฟ้อง/ทวงถาม/รับสภาพหนี้
อายุความสะดุดหยุดลง (นับใหม่): ลูกหนี้รับสภาพหนี้ / เจ้าหนี้ฟ้อง / ยื่นคำขอในคดีล้มละลาย / อนุญาโตตุลาการ — เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุสะดุดสิ้นสุด
อายุความสะดุดรับสภาพหนี้ฟ้องคดีนับใหม่
มาตรา 194หมวด 8 — หนี้
มูลหนี้ — เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้
เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ตามอำนาจแห่งมูลหนี้ การชำระหนี้อาจทำได้ทั้งโดยการกระทำและโดยงดเว้นกระทำการ
มูลหนี้เจ้าหนี้ลูกหนี้ชำระหนี้งดเว้นกระทำการ
มาตรา 195หมวด 8 — หนี้
หนี้ที่กำหนดชนิดไว้เท่านั้น — ลูกหนี้เลือกชนิดปานกลาง
ชนิดปานกลาง: ไม่กำหนดคุณภาพ→ส่งของชนิดปานกลาง ไม่ต้องดีที่สุด ไม่ได้เลวที่สุด
ชนิดปานกลางวัตถุแห่งหนี้ส่งมอบ
มาตรา 196หมวด 8 — หนี้
หนี้ส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง — ต้องส่งมอบตามสภาพที่เป็นอยู่
ส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง: ส่งตามสภาพที่เป็นอยู่ ต้องดูแลอย่างวิญญูชน สูญหาย→รับผิดถ้าประมาท
ทรัพย์เฉพาะสิ่งส่งมอบวิญญูชน
มาตรา 197หมวด 8 — หนี้
หนี้เงิน — เงินตราที่ยกเลิกแล้วถือว่ามิได้ระบุชนิดไว้
หากหนี้เงินระบุชนิดเงินตราเฉพาะที่ถูกยกเลิกแล้วในเวลาที่ต้องชำระหนี้ ให้ถือว่ามิได้ระบุชนิดเงินตรานั้นไว้ และสามารถใช้เงินตราปัจจุบันชำระแทนได้
หนี้เงินเงินตรายกเลิกเงินตราชำระหนี้
มาตรา 198หมวด 8 — หนี้
ดอกเบี้ยเงินกู้ — ห้ามเกินร้อยละ 15 ต่อปี (เทียบ ม.654)
ดอกเบี้ยเงินกู้: ห้ามเกิน 15%/ปี กำหนดเกิน=ลดเหลือ 15% (ม.654) ดอกเบี้ยผิดนัด=ม.7+2%=5%
ดอกเบี้ย15%เงินกู้ห้ามเกิน
มาตรา 199หมวด 8 — หนี้
หนี้เลือกชำระ — ลูกหนี้มีสิทธิเลือกว่าจะชำระอย่างไหน
หนี้เลือกชำระ: หนี้หลายสิ่ง ลูกหนี้เลือกชำระสิ่งไหนก็ได้ เว้นแต่ตกลงให้เจ้าหนี้เลือก
หนี้เลือกลูกหนี้เลือกหลายสิ่ง
มาตรา 200หมวด 8 — หนี้
หนี้กระทำการ — เรียกค่าเสียหายได้ถ้าลูกหนี้ไม่กระทำ
หนี้กระทำการ: ลูกหนี้ไม่ทำ→เจ้าหนี้จ้างคนอื่นทำแทน(ลูกหนี้จ่าย) หรือเรียกค่าเสียหาย
หนี้กระทำการบุคคลภายนอกค่าเสียหาย
มาตรา 201หมวด 8 — หนี้
หนี้งดเว้น — ลูกหนี้ต้องงดเว้นไม่กระทำการ
หนี้งดเว้น: ลูกหนี้ต้องไม่ทำ ทำแล้ว→เจ้าหนี้เรียกทำลาย/ค่าเสียหาย เช่น สัญญาห้ามแข่งขัน
หนี้งดเว้นห้ามกระทำห้ามแข่งขัน
มาตรา 202หมวด 8 — หนี้
หนี้ทางเลือก — ถ้าอย่างหนึ่งพ้นวิสัยให้จำกัดหนี้ไว้เพียงที่ทำได้
หากชำระหนี้ได้หลายวิธีแต่วิธีหนึ่งพ้นวิสัย ให้จำกัดหนี้ไว้เฉพาะวิธีที่ทำได้ เว้นแต่พ้นวิสัยเพราะความผิดของฝ่ายที่ไม่มีสิทธิเลือก ซึ่งการจำกัดนั้นจะไม่เกิดขึ้น
หนี้ทางเลือกพ้นวิสัยชำระหนี้จำกัดหนี้
มาตรา 203หมวด 8 — หนี้
กำหนดเวลาชำระหนี้ — ไม่กำหนดก็เรียกได้ทันที
ถ้าไม่ได้ตกลงกำหนดวันชำระหนี้ เจ้าหนี้เรียกให้จ่ายได้ทันที ถ้ากำหนดไว้แล้ว เจ้าหนี้เรียกก่อนกำหนดไม่ได้ แต่ลูกหนี้จะจ่ายก่อนกำหนดก็ได้
ชำระหนี้กำหนดเวลาทวงหนี้ครบกำหนดจ่ายก่อนกำหนด
มาตรา 204หมวด 8 — หนี้
ผิดนัดเจ้าหนี้ — เจ้าหนี้ไม่รับชำระหนี้โดยไม่มีเหตุ
ผิดนัดเจ้าหนี้: เจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระโดยไม่มีเหตุ → เจ้าหนี้ผิดนัด ลูกหนี้รับผิดเฉพาะจงใจ/ประมาทร้ายแรง
ผิดนัดเจ้าหนี้ไม่รับชำระไม่มีเหตุผล
มาตรา 205หมวด 8 — หนี้
ผิดนัด — ลูกหนี้ยังไม่ผิดนัดหากพฤติการณ์ที่ตนไม่ต้องรับผิดชอบ
ลูกหนี้ไม่ถือว่าผิดนัดตราบที่การชำระหนี้ยังไม่ได้กระทำเพราะพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ เป็นหลักยกเว้นความรับผิดเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย
ผิดนัดลูกหนี้ชำระหนี้พฤติการณ์ที่ไม่ต้องรับผิด
มาตรา 206หมวด 8 — หนี้
ผิดนัด — ลูกหนี้ต้องรับผิดค่าเสียหาย
ผิดนัด 2 แบบ: (1) กำหนดวันชัด → ผิดนัดอัตโนมัติ ไม่ต้องเตือน (2) ไม่กำหนดวัน → ต้องเตือนก่อน ผิดนัดแล้ว → เสียดอกเบี้ย+ค่าเสียหาย
ผิดนัดเตือนกำหนดชำระดอกเบี้ยค่าเสียหาย
มาตรา 207หมวด 8 — หนี้
ผิดนัดลูกหนี้ — หนี้ที่มีกำหนดเวลา ผิดนัดทันทีเมื่อถึงกำหนด
ผิดนัด: มีกำหนดเวลา=ผิดนัดทันทีเมื่อถึงกำหนด ไม่มีกำหนด=ต้องเตือนก่อน
ผิดนัดกำหนดเวลาเตือน
มาตรา 208หมวด 8 — หนี้
การเสนอชำระหนี้ — ลูกหนี้ต้องขอปฏิบัติต่อเจ้าหนี้โดยตรง หรือบอกกล่าวแทนได้
ลูกหนี้ต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้โดยตรง แต่หากเจ้าหนี้ปฏิเสธหรือต้องกระทำการก่อน ลูกหนี้บอกกล่าวว่าพร้อมชำระแล้วก็เพียงพอ ถือเทียบเท่าการขอปฏิบัติ
ขอปฏิบัติการชำระหนี้เจ้าหนี้ปฏิเสธบอกกล่าวชำระหนี้
มาตรา 209หมวด 8 — หนี้
เจ้าหนี้ผิดนัด — ลูกหนี้รับผิดเฉพาะจงใจ/ประมาทร้ายแรง
เจ้าหนี้ผิดนัด: ลูกหนี้รับผิดเบาลง เฉพาะจงใจ/ประมาทร้ายแรง ≠ ปกติ(ประมาทธรรมดาก็รับผิด)
เจ้าหนี้ผิดนัดจงใจประมาทร้ายแรง
มาตรา 210หมวด 8 — หนี้
ค่าเสียหายล่วงหน้า — ตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าได้
ค่าเสียหาย: ผิดสัญญา→เรียกค่าเสียหายได้ ทั้งที่เกิดขึ้นจริง+ที่ควรจะได้ (กำไรที่เสียไป)
ค่าเสียหายผิดสัญญาค่าสินไหม
มาตรา 211หมวด 8 — หนี้
เจ้าหนี้ผิดนัด — เจ้าหนี้ยังไม่ผิดนัดหากลูกหนี้ไม่อยู่ในฐานะชำระหนี้
เจ้าหนี้ยังไม่ผิดนัดหากขณะที่ลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้หรือถึงเวลาที่เจ้าหนี้ต้องกระทำการ ลูกหนี้ไม่อยู่ในฐานะที่จะสามารถชำระหนี้ได้
เจ้าหนี้ผิดนัดลูกหนี้ขอปฏิบัติชำระหนี้ฐานะที่จะชำระ
มาตรา 212หมวด 8 — หนี้
เจ้าหนี้ผิดนัด — เหตุขัดข้องชั่วคราวไม่ทำให้ผิดนัด เว้นแต่บอกล่วงหน้า
เหตุขัดข้องชั่วคราวที่ทำให้เจ้าหนี้รับชำระไม่ได้ไม่ถือว่าเจ้าหนี้ผิดนัด ยกเว้นกรณีลูกหนี้ได้บอกกล่าวล่วงหน้าการชำระหนี้ไว้ตามเวลาอันสมควรแล้ว
เจ้าหนี้ผิดนัดเหตุขัดข้องชั่วคราวบอกกล่าวล่วงหน้าชำระหนี้
มาตรา 213หมวด 8 — หนี้
สิทธิบังคับชำระหนี้ผ่านศาล
ลูกหนี้ไม่ยอมจ่ายหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิ 4 ทาง: (1) ฟ้องบังคับชำระหนี้ (2) ให้คนอื่นทำแทนโดยลูกหนี้ออกค่าใช้จ่าย (3) ให้ศาลมีคำสั่งแทนเจตนาของลูกหนี้ (4) เรียกให้รื้อถอนสิ่งที่ทำไปแล้ว
บังคับชำระหนี้ฟ้องศาลไม่ยอมจ่ายบังคับคดีสิทธิเจ้าหนี้
มาตรา 214หมวด 8 — หนี้
มาตรา 214 — ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา ๗๓๓ เจ้าหนี้มีสิทธิ
ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา ๗๓๓ เจ้าหนี้มีสิทธิที่ จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง รวมทั้งเงินและทรัพย์สินอื...
หนี้สัญญาผิดนัดค่าเสียหายชดใช้พ้นหนี้เจ้าหนี้ละเมิด
มาตรา 215หมวด 8 — หนี้
ค่าเสียหายจากผิดนัด — ลูกหนี้รับผิดทุกอย่างที่เกิดระหว่างผิดนัด
ผิดนัดรับผิดทุกอย่าง: แม้เหตุสุดวิสัยก็ต้องรับผิด (เช่น ส่งของช้า+ของถูกน้ำท่วม=รับผิด) ยกเว้นพิสูจน์ว่าเสียหายอยู่ดี
ผิดนัดเหตุสุดวิสัยรับผิด
มาตรา 216หมวด 8 — หนี้
ผิดนัด — เจ้าหนี้บอกปัดไม่รับและเรียกค่าสินไหมได้หากหนี้ไร้ประโยชน์
เมื่อลูกหนี้ผิดนัดทำให้การชำระหนี้ไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิบอกปัดไม่รับชำระหนี้และเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้แทนได้
ผิดนัดไร้ประโยชน์บอกปัดค่าสินไหมทดแทน
มาตรา 217หมวด 8 — หนี้
ผิดนัด — ลูกหนี้รับผิดในความเสียหายและอุบัติเหตุในช่วงผิดนัด
ลูกหนี้ต้องรับผิดในความเสียหายจากความประมาทเลินเล่อและกรณีชำระหนี้พ้นวิสัยเพราะอุบัติเหตุในช่วงผิดนัด เว้นแต่ความเสียหายนั้นจะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ชำระทันเวลา
ผิดนัดความเสียหายความประมาทเลินเล่ออุบัติเหตุลูกหนี้รับผิด
มาตรา 218หมวด 8 — หนี้
ค่าเสียหายที่ไกลเกินกว่าเหตุ — เรียกได้เฉพาะที่คาดหมายได้
เจ้าหนี้มีส่วนผิด: ศาลลดค่าเสียหายได้ตามส่วนความผิดของเจ้าหนี้ (Contributory Negligence)
ส่วนผิดเจ้าหนี้ลดค่าเสียหายContributory Negligence
มาตรา 219หมวด 8 — หนี้
ค่าเสียหายที่คาดหมายได้ — เรียกได้เฉพาะที่ปกติจะเกิด
ค่าเสียหายที่คาดหมายได้: เรียกได้เฉพาะที่ปกติจะเกิด (Foreseeable Damages) กำไรที่เสียไป=เรียกได้ถ้าคาดหมายได้
ค่าเสียหายคาดหมายได้Foreseeableกำไรเสียไป
มาตรา 220หมวด 8 — หนี้
ตัวแทนชำระหนี้ — ลูกหนี้รับผิดในความผิดของตัวแทนเสมอเหมือนความผิดตนเอง
ลูกหนี้ต้องรับผิดในความผิดของตัวแทนและบุคคลที่ใช้ในการชำระหนี้เสมอเหมือนความผิดของตนเอง แต่มาตรา 373 ว่าด้วยความรับผิดของผู้ว่าจ้างไม่ใช้บังคับกรณีนี้
ตัวแทนลูกหนี้รับผิดชำระหนี้มาตรา 373
มาตรา 221หมวด 8 — หนี้
เจ้าหนี้ผิดนัด — หนี้เงินไม่เสียดอกเบี้ยในช่วงที่เจ้าหนี้ผิดนัด
ในช่วงที่เจ้าหนี้ผิดนัด หนี้เงินที่ปกติต้องเสียดอกเบี้ยจะคิดดอกเบี้ยไม่ได้ เป็นผลของการผิดนัดของเจ้าหนี้
เจ้าหนี้ผิดนัดหนี้เงินดอกเบี้ย
มาตรา 222หมวด 8 — หนี้
ค่าเสียหาย — ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหาย
ค่าเสียหาย 2 ชนิด: (1) ค่าเสียหายตามปกติ (ต้องจ่ายเสมอ) (2) ค่าเสียหายพิเศษ (จ่ายเมื่อคาดเห็นได้) เช่น ส่งของช้า → ค่าเสียหายปกติ + กำไรที่เสียไปถ้ารู้อยู่แล้ว
ค่าเสียหายสินไหมทดแทนปกติพิเศษไม่ชำระหนี้
มาตรา 223หมวด 8 — หนี้
เจ้าหนี้มีส่วนผิด — ลดค่าเสียหายตามส่วน
เจ้าหนี้มีส่วนผิด: เสียหายเพราะทั้ง2ฝ่าย→ลดค่าเสียหายตามส่วน (Comparative Negligence)
มีส่วนผิดลดค่าเสียหายทั้งสองฝ่าย
มาตรา 224หมวด 8 — หนี้
ดอกเบี้ยผิดนัด — อัตราตาม ม.7 บวก 2% ต่อปี
ผิดนัดชำระหนี้เงิน ต้องจ่ายดอกเบี้ยผิดนัดอัตรา 5% ต่อปี (อัตราตาม ม.7 = 3% + เพิ่ม 2%) ห้ามคิดดอกเบี้ยทบต้น (ดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย) แก้ไขโดยฉบับที่ 24 พ.ศ. 2564 — ลดจากเดิม 7.5%
ดอกเบี้ยผิดนัด5%ดอกเบี้ยทบต้นผิดนัดชำระดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย
มาตรา 224/1หมวด —
มาตรา 224/1 — ถ้าลูกหนี้มีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้เงินเป็นงวด และลูกห
ถ้าลูกหนี้มีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้เงินเป็นงวด และลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ในงวดใด เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยใน…
ค่าเสียหายชดใช้ชำระหนี้ผิดนัดพ้นหนี้ละเมิดลูกหนี้สัญญาหนี้เจ้าหนี้
มาตรา 225หมวด 8 — หนี้
ค่าสินไหมแทนวัตถุเสื่อม — เรียกดอกเบี้ยในจำนวนค่าสินไหมได้นับแต่เวลากำหนดราคา
หากลูกหนี้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อราคาวัตถุที่เสื่อมหรือส่งมอบไม่ได้ในช่วงผิดนัด เจ้าหนี้เรียกดอกเบี้ยบนจำนวนนั้นได้ตั้งแต่เวลากำหนดราคา รวมถึงกรณีวัตถุราคาตกต่ำด้วย
ค่าสินไหมทดแทนผิดนัดดอกเบี้ยวัตถุเสื่อมราคาวัตถุ
มาตรา 226หมวด 8 — หนี้
รับช่วงสิทธิ — ผู้ชำระหนี้แทนเข้ารับสิทธิของเจ้าหนี้เดิม
รับช่วงสิทธิ: ผู้จ่ายหนี้แทน→เข้าสิทธิเจ้าหนี้เดิม เรียกจากลูกหนี้ได้ รวมถึงหลักประกัน (จำนอง/ค้ำ)
รับช่วงสิทธิชำระหนี้แทนสิทธิเจ้าหนี้
มาตรา 227หมวด 8 — หนี้
รับช่วงสิทธิ — ลูกหนี้เข้าสู่ฐานะรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้โดยอำนาจกฎหมาย
เมื่อเจ้าหนี้ได้รับค่าสินไหมทดแทนเต็มตามราคาทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้แล้ว ลูกหนี้ย่อมเข้าสู่ฐานะรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ในทรัพย์หรือสิทธินั้นโดยผลของกฎหมาย
รับช่วงสิทธิค่าสินไหมทดแทนวัตถุแห่งหนี้อำนาจกฎหมาย
มาตรา 228หมวด 8 — หนี้
ของแทน — เจ้าหนี้เรียกของแทนหรือค่าสินไหมแทนการชำระหนี้พ้นวิสัยได้
หากพฤติการณ์ที่ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัยทำให้ลูกหนี้ได้ของแทนหรือสิทธิเรียกร้องค่าสินไหม เจ้าหนี้เรียกของแทนหรือเข้าเรียกค่าสินไหมแทนได้ แต่ค่าสินไหมที่ได้จะลดลงตามมูลค่าของแทน
ของแทนพ้นวิสัยค่าสินไหมทดแทนชำระหนี้ไม่ได้
มาตรา 229หมวด 8 — หนี้
รับช่วงสิทธิโดยกฎหมาย — 3 กรณี
รับช่วงสิทธิ 3 กรณี: เจ้าหนี้จ่ายแทน/ผู้ซื้อจ่ายจำนอง/ผู้ผูกพันร่วมจ่าย → เข้ารับสิทธิเจ้าหนี้เดิม
รับช่วงสิทธิกฎหมายเจ้าหนี้จ่ายแทน
มาตรา 230หมวด 8 — หนี้
รับช่วงสิทธิ — บุคคลที่เสี่ยงภัยเสียสิทธิเพราะบังคับยึดทรัพย์ชำระแทนและรับช่วงสิทธิได้
บุคคลที่เสี่ยงภัยเสียสิทธิในทรัพย์เพราะการบังคับยึดทรัพย์มีสิทธิเข้าชำระหนี้แทน เมื่อชำระพอเจ้าหนี้แล้วย่อมเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ แต่ต้องไม่กระทบสิทธิเจ้าหนี้
รับช่วงสิทธิบังคับยึดทรัพย์ชำระหนี้แทนบุคคลภายนอก
มาตรา 231หมวด 8 — หนี้
ประกันภัยทรัพย์ — สิทธิจำนอง จำนำ บุริมสิทธิครอบถึงสิทธิเรียกร้องผู้รับประกันภัยด้วย
ทรัพย์ที่จำนอง จำนำ หรืออยู่ในบังคับบุริมสิทธิหากเอาประกันภัยไว้ สิทธินั้นย่อมครอบถึงสิทธิเรียกร้องต่อผู้รับประกันภัย ผู้รับประกันภัยในอสังหาริมทรัพย์ต้องบอกกล่าวผู้รับจำนองก่อนจ่ายเงิน
จำนองจำนำบุริมสิทธิประกันภัยรับช่วงสิทธิ
มาตรา 232หมวด 8 — หนี้
เงินแทนทรัพย์บุบสลาย — ยังไม่ให้ส่งมอบแก่ผู้รับจำนองก่อนหนี้ถึงกำหนด
เงินที่ได้แทนทรัพย์ที่ทำลายหรือบุบสลาย ยังไม่ให้ส่งมอบแก่ผู้รับจำนองหรือเจ้าหนี้มีบุริมสิทธิก่อนหนี้ถึงกำหนด ให้นำไปวาง ณ สำนักวางทรัพย์เพื่อประโยชน์ร่วมกัน
จำนองบุริมสิทธิสำนักวางทรัพย์ทรัพย์บุบสลาย
มาตรา 233หมวด 8 — หนี้
เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้ — ลูกหนี้เพิกเฉยไม่ใช้สิทธิ
ใช้สิทธิแทนลูกหนี้: ลูกหนี้ไม่ยอมไปเรียกหนี้จากลูกหนี้ของตน→เจ้าหนี้ไปเรียกเองแทนได้ (Subrogation)
ใช้สิทธิแทนลูกหนี้เพิกเฉยเรียกร้อง
มาตรา 234หมวด 8 — หนี้
ใช้สิทธิแทนลูกหนี้ — เจ้าหนี้ต้องขอหมายเรียกลูกหนี้มาในคดีด้วย
เจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้ในคดีมีหน้าที่ต้องขอหมายเรียกลูกหนี้เข้ามาเป็นคู่ความในคดีนั้นด้วย
ใช้สิทธิแทนลูกหนี้หมายเรียกเจ้าหนี้คดี
มาตรา 235หมวด 8 — หนี้
ใช้สิทธิแทนลูกหนี้ — เรียกเต็มจำนวนได้ แต่เจ้าหนี้รับได้ไม่เกินยอดที่ตนยังค้าง
เจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้ได้เต็มจำนวน แต่ตนรับได้ไม่เกินยอดที่ลูกหนี้ค้างต่อตน หากจำเลยชำระเพียงเท่ายอดที่ค้างต่อเจ้าหนี้คดีเสร็จ ลูกหนี้เดิมฟ้องส่วนเกินต่อไปเองได้
ใช้สิทธิแทนลูกหนี้เรียกค่าหนี้เจ้าหนี้จำเลย
มาตรา 236หมวด 8 — หนี้
ใช้สิทธิแทนลูกหนี้ — จำเลยยกข้อต่อสู้ที่มีต่อลูกหนี้เดิมขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ทุกประการ
จำเลยมีสิทธิยกข้อต่อสู้ที่มีต่อลูกหนี้เดิมทุกข้อขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ที่ใช้สิทธิแทน ยกเว้นข้อต่อสู้ที่เกิดขึ้นหลังจากยื่นฟ้องแล้ว
ข้อต่อสู้จำเลยลูกหนี้เดิมเจ้าหนี้ใช้สิทธิแทน
มาตรา 237หมวด 8 — หนี้
เพิกถอนการฉ้อฉล — เจ้าหนี้ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมลูกหนี้
เพิกถอนการฉ้อฉล: ลูกหนี้โอนทรัพย์หนีหนี้ → เจ้าหนี้ฟ้องศาลเพิกถอนได้ ต้องพิสูจน์: ลูกหนี้รู้ว่าเจ้าหนี้เสียเปรียบ + ผู้รับโอนรู้ด้วย (ถ้าเป็นนิติกรรมมีค่าตอบแทน)
เพิกถอนฉ้อฉลโอนทรัพย์หนีหนี้เจ้าหนี้เสียเปรียบ
มาตรา 238หมวด 8 — หนี้
เพิกถอนการฉ้อฉล — ไม่กระทบสิทธิบุคคลภายนอกสุจริต เว้นได้มาโดยเสน่หา
การเพิกถอนการฉ้อฉลไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอกที่ได้มาโดยสุจริตก่อนฟ้องเพิกถอน แต่ใช้บังคับได้หากบุคคลภายนอกได้สิทธินั้นมาโดยเสน่หา
เพิกถอนการฉ้อฉลสุจริตบุคคลภายนอกเสน่หา
มาตรา 239หมวด 8 — หนี้
เพิกถอนการฉ้อฉล — ผลของการเพิกถอนเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทุกคน
การเพิกถอนการฉ้อฉลย่อมเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะเจ้าหนี้ที่ยื่นฟ้องขอเพิกถอน
เพิกถอนการฉ้อฉลเจ้าหนี้ผลของการเพิกถอน
มาตรา 240หมวด 8 — หนี้
เพิกถอนการฉ้อฉล — อายุความ 1 ปีนับแต่รู้เหตุ หรือ 10 ปีนับแต่ทำนิติกรรม
สิทธิเรียกร้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลมีอายุความ 1 ปีนับแต่เจ้าหนี้รู้ต้นเหตุที่จะเพิกถอน หรือ 10 ปีนับแต่ทำนิติกรรมนั้น แล้วแต่กรณีใดจะครบก่อน
เพิกถอนการฉ้อฉลอายุความนิติกรรมเจ้าหนี้
มาตรา 241หมวด 8 — หนี้
สิทธิยึดหน่วง — ครองทรัพย์ผู้อื่น + มีหนี้เกี่ยวกับทรัพย์นั้น = ยึดได้
ยึดหน่วง: ครองทรัพย์คนอื่น+มีหนี้เกี่ยวกับทรัพย์นั้น=ยึดไว้ได้จนชำระ เช่น ช่างซ่อมยึดของจนจ่ายค่าซ่อม
สิทธิยึดหน่วงครองทรัพย์ยึดไว้
มาตรา 242หมวด 8 — หนี้
สิทธิยึดหน่วง — ไม่มีสิทธิยึดหน่วงหากขัดลักษณะมูลหนี้ คำสั่ง หรือความสงบเรียบร้อย
สิทธิยึดหน่วงที่ไม่สมกับลักษณะมูลหนี้ ขัดคำสั่งของลูกหนี้ หรือขัดความสงบเรียบร้อยของประชาชน ถือว่าสิทธิยึดหน่วงนั้นไม่มีอยู่เลย
สิทธิยึดหน่วงมูลหนี้คำสั่งลูกหนี้ความสงบเรียบร้อย
มาตรา 243หมวด 8 — หนี้
สิทธิยึดหน่วง — ห้ามใช้ทรัพย์ที่ยึดหน่วง
ยึดหน่วงห้ามใช้: ยึดไว้ได้แต่ใช้ไม่ได้ เว้นแต่จำเป็นเพื่อรักษา เช่น ช่างยึดรถไว้แต่ขับไม่ได้
ยึดหน่วงห้ามใช้รักษาทรัพย์
มาตรา 244หมวด 8 — หนี้
สิทธิยึดหน่วง — ใช้สิทธิกับทรัพย์ทั้งหมดได้จนกว่าชำระหนี้สิ้นเชิง
ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงมีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์สินทั้งหมดที่ตนยึดหน่วงไว้ได้จนกว่าลูกหนี้จะชำระหนี้ครบถ้วนสิ้นเชิง
สิทธิยึดหน่วงทรัพย์สินชำระหนี้สิ้นเชิง
มาตรา 245หมวด 8 — หนี้
สิทธิยึดหน่วงระงับ — เจ้าหนี้ให้ประกันพอสมควร
ยึดหน่วงระงับ: ลูกหนี้ให้ประกัน/ชำระหนี้แล้ว→ต้องคืนทรัพย์ ยึดไว้ต่อไม่ได้
ยึดหน่วงระงับประกันชำระหนี้
มาตรา 246หมวด 8 — หนี้
สิทธิยึดหน่วง — ผู้ทรงต้องดูแลรักษาทรัพย์ ห้ามใช้สอยหรือให้เช่าโดยไม่ยินยอม
ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงต้องดูแลรักษาทรัพย์ตามสมควร ห้ามใช้สอย ให้เช่า หรือทำเป็นหลักประกันโดยไม่ได้ยินยอมของลูกหนี้ ยกเว้นการใช้สอยเพื่อรักษาทรัพย์ หากฝ่าฝืนลูกหนี้เรียกระงับสิทธิได้
สิทธิยึดหน่วงดูแลรักษาทรัพย์ใช้สอยให้เช่าระงับสิทธิ
มาตรา 247หมวด 8 — หนี้
สิทธิยึดหน่วง — ไม่ตัดสิทธิเรียกค่าเสียหาย
ยึดหน่วง+เรียกค่าเสียหาย: ยึดหน่วงไว้แล้ว ยังเรียกค่าเสียหายได้ด้วย ทั้งสองอย่างพร้อมกัน
ยึดหน่วงค่าเสียหายไม่ตัดสิทธิ
มาตรา 248หมวด 8 — หนี้
สิทธิยึดหน่วง — ไม่ทำให้อายุความแห่งหนี้สะดุดหยุดลง
การใช้สิทธิยึดหน่วงไม่ทำให้อายุความแห่งหนี้สะดุดหยุดลง อายุความยังคงเดินต่อไปตามปกติ ภายใต้บังคับมาตรา 193/27
สิทธิยึดหน่วงอายุความสะดุดหยุดลง
มาตรา 249หมวด 8 — หนี้
สิทธิยึดหน่วง — ลูกหนี้ให้ประกันตามสมควรเพื่อระงับสิทธิยึดหน่วงได้
ลูกหนี้มีสิทธิขอให้ระงับสิทธิยึดหน่วงได้โดยหาประกันอันสมควรให้แก่ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงแทน
สิทธิยึดหน่วงระงับสิทธิประกันลูกหนี้
มาตรา 250หมวด 8 — หนี้
สิทธิยึดหน่วง — ระงับเมื่อสูญสิ้นการครองทรัพย์ เว้นให้เช่าหรือจำนำโดยยินยอม
สิทธิยึดหน่วงระงับสิ้นไปเมื่อการครองทรัพย์สูญสิ้น แต่ไม่ใช้บังคับหากทรัพย์ที่ยึดหน่วงไว้นั้นได้ให้เช่าหรือจำนำโดยความยินยอมของลูกหนี้
สิทธิยึดหน่วงสูญสิ้นการครองให้เช่าจำนำระงับ
มาตรา 251หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิ — สิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ ได้ชำระก่อนเจ้าหนี้อื่น
บุริมสิทธิ: เจ้าหนี้พิเศษ ได้รับชำระก่อนเจ้าหนี้สามัญ 2 ประเภท: สามัญ(ม.253) + พิเศษ(ม.259)
บุริมสิทธิชำระก่อนเจ้าหนี้พิเศษ
มาตรา 252หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิสามัญเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้
มาตรา 252 กำหนดให้นำบทบัญญัติมาตรา 244 มาใช้บังคับแก่บุริมสิทธิด้วยตามแต่กรณี และมาตรา 253 บัญญัติว่าบุคคลผู้มีหนี้เป็นคุณในมูลที่กำหนดย่อมมีบุริมสิทธิสามัญเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายร่วมกัน ค่าปลงศพ ค่าภาษีอากร ค่าแรงงาน และค่าเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นประจำวัน
บุริมสิทธิสามัญมาตรา 244ทรัพย์สินลูกหนี้ค่าภาษีอากรค่าปลงศพค่าแรงงาน
มาตรา 253หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิสามัญ 5 ประเภท — ค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วม
บุริมสิทธิสามัญ 5 อย่าง: ค่าใช้จ่ายร่วม/ค่าปลงศพ/ภาษี/ค่าจ้าง/ค่าอาหาร ลำดับก่อน-หลังตาม ม.277
บุริมสิทธิสามัญค่าปลงศพภาษีค่าจ้าง
มาตรา 254หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิในมูลค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกัน
บุริมสิทธิในมูลค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกันใช้สำหรับค่าใช้จ่ายที่เสียไปเพื่อประโยชน์เจ้าหนี้ทุกคน เช่น การรักษา การชำระบัญชี หรือการเฉลี่ยทรัพย์สินลูกหนี้ แต่หากค่าใช้จ่ายเป็นประโยชน์เฉพาะเจ้าหนี้บางคน บุริมสิทธิมีผลเฉพาะต่อผู้ได้รับประโยชน์นั้นเท่านั้น
ค่าใช้จ่ายร่วมกันเจ้าหนี้การชำระบัญชีการเฉลี่ยทรัพย์สินบุริมสิทธิสามัญ
มาตรา 255หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิสามัญ — ค่าปลงศพ ค่าภาษี ค่าจ้าง ลำดับก่อนหลัง
ลำดับบุริมสิทธิ: ค่าใช้จ่ายร่วม>ค่าปลงศพ>ภาษี>ค่าจ้าง>ค่าอาหาร ลำดับก่อน→ได้ก่อน
ลำดับบุริมสิทธิก่อนหลังค่าปลงศพภาษี
มาตรา 256หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิในมูลภาษีอากรและค่าแรงลูกจ้างที่ค้างชำระ
บุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรใช้สำหรับภาษีที่ดิน ทรัพย์สิน หรือภาษีอื่นที่ค้างชำระในปีปัจจุบันและก่อนนั้นอีกหนึ่งปี ส่วนบุริมสิทธิค่าแรงลูกจ้างใช้สำหรับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย และเงินอื่นๆ ย้อนหลังสี่เดือน แต่รวมกันไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อลูกจ้างหนึ่งคน
ภาษีอากรค่าจ้างลูกจ้างค่าชดเชยบุริมสิทธิสามัญค่าล่วงเวลา
มาตรา 257หมวด 2 — หนี้
บุริมสิทธิค่าจ้างและค่าชดเชยของลูกจ้าง
ลูกจ้างมีบุริมสิทธิในค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย และเงินอื่นที่มีสิทธิได้รับย้อนหลัง 4 เดือน รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อลูกจ้างหนึ่งคน
บุริมสิทธิลูกจ้างนายจ้างค่าจ้างค่าชดเชยค่าล่วงเวลา
มาตรา 258หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิในมูลค่าเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นประจำวัน
บุริมสิทธิในมูลค่าเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นประจำวันใช้สำหรับค่าที่ค้างชำระย้อนหลังหกเดือน ครอบคลุมค่าอาหาร เครื่องดื่ม โคมไฟ ฟืน ถ่าน ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีพของลูกหนี้ ครอบครัว และคนใช้ของลูกหนี้
เครื่องอุปโภคบริโภคค่าครองชีพการดำรงชีพบุริมสิทธิสามัญค่าใช้จ่ายประจำวัน
มาตรา 259หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์ — ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่ารักษา
บุริมสิทธิพิเศษสังหาฯ: ค่าเช่า(เหนือของในที่เช่า)/ค่าขนส่ง/ค่ารักษา/ค่าสินค้า/ค่าเมล็ดพืช
บุริมสิทธิพิเศษสังหาริมทรัพย์ค่าเช่าค่าขนส่ง
มาตรา 260หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เหนือสังหาริมทรัพย์ผู้เช่า
บุริมสิทธิในมูลเช่าอสังหาริมทรัพย์ใช้สำหรับค่าเช่าและหนี้อื่นๆ ที่เกิดจากความเกี่ยวพันในเรื่องเช่า และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ของผู้เช่าที่อยู่ในหรือบนอสังหาริมทรัพย์ที่เช่านั้น
บุริมสิทธิพิเศษเช่าอสังหาริมทรัพย์ผู้ให้เช่าสังหาริมทรัพย์ผู้เช่าค่าเช่า
มาตรา 261หมวด 8 — หนี้
ขอบเขตบุริมสิทธิผู้ให้เช่าที่ดินและเรือนโรง
บุริมสิทธิของผู้ให้เช่าที่ดินมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เช่านำเข้ามาในที่ดินหรือเรือนโรงที่ประกอบกัน รวมทั้งดอกผลจากที่ดินในครอบครองผู้เช่า และบุริมสิทธิของผู้ให้เช่าเรือนโรงมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เช่านำเข้ามาในเรือนโรงนั้น
ผู้ให้เช่าที่ดินเรือนโรงสังหาริมทรัพย์ดอกผลบุริมสิทธิพิเศษ
มาตรา 262หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิผู้ให้เช่าครอบถึงผู้รับโอนและผู้เช่าช่วง
เมื่อการเช่าอสังหาริมทรัพย์โอนไปหรือมีการเช่าช่วง บุริมสิทธิของผู้ให้เช่าเดิมย่อมครอบถึงสังหาริมทรัพย์ที่ผู้รับโอนหรือผู้เช่าช่วงนำเข้ามา รวมถึงเงินที่ผู้โอนหรือผู้ให้เช่าช่วงจะได้รับจากผู้รับโอนหรือผู้เช่าช่วงด้วย
การโอนสิทธิการเช่าเช่าช่วงผู้รับโอนบุริมสิทธิผู้ให้เช่าสังหาริมทรัพย์
มาตรา 263หมวด 8 — หนี้
ขอบเขตบุริมสิทธิผู้ให้เช่าเมื่อผู้เช่าถูกแบ่งเฉลี่ยทรัพย์สิน
เมื่อผู้เช่าต้องชำระบัญชีเฉลี่ยทรัพย์สินทั่วไป บุริมสิทธิของผู้ให้เช่ามีได้เพียงค่าเช่าและหนี้ในสามงวดส่งค่าเช่า คือปัจจุบัน ก่อนหน้าหนึ่งงวด และข้างหน้าอีกหนึ่งงวด รวมทั้งค่าเสียหายในสองงวดที่ผ่านมา
การชำระบัญชีเฉลี่ยผู้ให้เช่างวดค่าเช่าบุริมสิทธิค่าเสียหาย
มาตรา 264หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิผู้ให้เช่าหักลบตามจำนวนเงินประกันที่ได้รับ
เมื่อผู้ให้เช่าได้รับเงินประกันไว้แล้ว บุริมสิทธิของผู้ให้เช่ามีได้เพียงเท่าส่วนที่เกินจากเงินประกันนั้น
เงินประกันผู้ให้เช่าบุริมสิทธิการเรียกร้องค่าเช่า
มาตรา 265หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิเจ้าสำนักโรงแรมเหนือทรัพย์สินแขกอาศัย
บุริมสิทธิในมูลพักอาศัยในโรงแรมใช้สำหรับเอาเงินที่ค้างชำระแก่เจ้าสำนักสำหรับการพักและบริการต่างๆ รวมถึงเงินที่ออกแทนไป และมีอยู่เหนือเครื่องเดินทางหรือทรัพย์สินของแขกที่นำเข้ามาในโรงแรม
โรงแรมเจ้าสำนักแขกอาศัยเครื่องเดินทางบุริมสิทธิพิเศษ
มาตรา 266หมวด 8 — หนี้
ผู้ให้เช่าและเจ้าสำนักใช้บุริมสิทธิทำนองผู้รับจำนำได้
ผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์หรือเจ้าสำนักโรงแรมมีสิทธิบังคับบุริมสิทธิของตนทำนองเดียวกับผู้รับจำนำ โดยนำบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับจำนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม
การบังคับจำนำผู้ให้เช่าเจ้าสำนักโรงแรมบุริมสิทธิพิเศษการบังคับสิทธิ
มาตรา 267หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ — ค่าจ้างก่อสร้าง/ค่าซ่อมแซม
บุริมสิทธิอสังหาฯ: ค่ารักษา/ค่าก่อสร้าง/ค่าซื้อขาย→ได้ชำระก่อนเจ้าหนี้อื่น ต้องจดทะเบียน
บุริมสิทธิอสังหาริมทรัพย์ก่อสร้างจดทะเบียน
มาตรา 268หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์ของบุคคลภายนอก
ผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ เจ้าสำนักโรงแรม และผู้ขนส่ง อาจใช้บุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์ของบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่ตนรู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นของบุคคลภายนอก และหากทรัพย์ถูกลักหรือสูญหายให้บังคับตามกฎหมายว่าด้วยการแสวงคืนครองทรัพย์
บุคคลภายนอกสังหาริมทรัพย์ผู้ขนส่งการแสวงคืนครองทรัพย์ทรัพย์สูญหาย
มาตรา 269หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิในมูลรักษาสังหาริมทรัพย์
บุริมสิทธิในมูลรักษาสังหาริมทรัพย์ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษาสังหาริมทรัพย์นั้น และยังครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเพื่อสงวนสิทธิ รับสภาพสิทธิ หรือบังคับสิทธิที่เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ด้วย
การรักษาสังหาริมทรัพย์ค่าใช้จ่ายสงวนสิทธิบุริมสิทธิพิเศษสังหาริมทรัพย์
มาตรา 270หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิในมูลซื้อขายสังหาริมทรัพย์
บุริมสิทธิในมูลซื้อขายสังหาริมทรัพย์ใช้สำหรับเอาราคาซื้อขายและดอกเบี้ยในราคานั้น และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อขายกันนั้น
ซื้อขายสังหาริมทรัพย์ราคาซื้อขายดอกเบี้ยบุริมสิทธิพิเศษผู้ขาย
มาตรา 271หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิในมูลค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ หรือปุ๋ย
บุริมสิทธิในมูลค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ หรือปุ๋ยใช้สำหรับราคาและดอกเบี้ยในราคานั้น และมีอยู่เหนือดอกผลที่เกิดงอกในที่ดินเพราะใช้สิ่งเหล่านั้น ภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ใช้
เมล็ดพันธุ์ปุ๋ยดอกผลที่ดินบุริมสิทธิพิเศษ
มาตรา 272หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิในมูลค่าแรงงานกสิกรรมและอุตสาหกรรม
บุริมสิทธิในมูลค่าแรงงานกสิกรรมใช้สำหรับค่าจ้างย้อนหลังหนึ่งปี และแรงงานอุตสาหกรรมย้อนหลังสามเดือน โดยมีอยู่เหนือดอกผลหรือสิ่งของที่ประดิษฐ์ขึ้นจากแรงงานนั้น
แรงงานกสิกรรมแรงงานอุตสาหกรรมค่าจ้างดอกผลบุริมสิทธิพิเศษ
มาตรา 273หมวด 8 — หนี้
ประเภทบุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่าง
มาตรา 273 กำหนดว่าหากหนี้เป็นคุณแก่บุคคลใดในมูลที่ระบุ บุคคลนั้นมีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ ได้แก่ มูลรักษาอสังหาริมทรัพย์ มูลจ้างทำของบนอสังหาริมทรัพย์ และมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
บุริมสิทธิพิเศษอสังหาริมทรัพย์จ้างทำของรักษาอสังหาริมทรัพย์ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
มาตรา 274หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์
บุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษาอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยให้นำมาตรา 269 วรรคสองมาใช้บังคับด้วย ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการสงวนสิทธิ รับสภาพสิทธิ หรือบังคับสิทธิที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
รักษาอสังหาริมทรัพย์ค่าใช้จ่ายสงวนสิทธิบุริมสิทธิพิเศษอสังหาริมทรัพย์
มาตรา 275หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิในมูลจ้างทำของบนอสังหาริมทรัพย์
บุริมสิทธิในมูลจ้างทำของบนอสังหาริมทรัพย์ใช้สำหรับค่าจ้างผู้ก่อสร้าง สถาปนิก หรือผู้รับจ้าง แต่เกิดขึ้นได้เฉพาะเมื่ออสังหาริมทรัพย์มีราคาเพิ่มขึ้นจากงานที่ทำ และมีอยู่เพียงเหนือราคาที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น
จ้างทำของผู้รับจ้างก่อสร้างสถาปนิกราคาเพิ่มขึ้นบุริมสิทธิพิเศษ
มาตรา 276หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ใช้สำหรับเอาราคาอสังหาริมทรัพย์และดอกเบี้ยในราคานั้น และมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อขายกันนั้น
ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ราคาดอกเบี้ยบุริมสิทธิพิเศษผู้ขาย
มาตรา 277หมวด 8 — หนี้
ลำดับบุริมสิทธิ — สามัญตามลำดับ พิเศษก่อนสามัญ
ลำดับบุริมสิทธิ: พิเศษ>สามัญ ระหว่างสามัญ=ตามลำดับ(ม.253) ระหว่างพิเศษ=ตาม ม.278-280
ลำดับบุริมสิทธิพิเศษก่อนสามัญลำดับ
มาตรา 278หมวด 8 — หนี้
ลำดับก่อนหลังของบุริมสิทธิหลายรายเหนือสังหาริมทรัพย์
เมื่อบุริมสิทธิหลายรายแย้งกันเหนือสังหาริมทรัพย์อันเดียวกัน ลำดับที่หนึ่งคือมูลเช่า พักโรงแรม รับขน ลำดับที่สองคือมูลรักษาสังหาริมทรัพย์ ลำดับที่สามคือมูลซื้อขาย ค่าเมล็ดพันธุ์ และค่าแรงงาน โดยมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่ทราบถึงบุริมสิทธิในลำดับอื่น
ลำดับบุริมสิทธิสังหาริมทรัพย์บุริมสิทธิพิเศษผู้รับขนเช่าอสังหาริมทรัพย์
มาตรา 279หมวด 8 — หนี้
ลำดับก่อนหลังของบุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์
เมื่อบุริมสิทธิพิเศษหลายรายแย้งกันเหนืออสังหาริมทรัพย์อันเดียวกัน ให้ถือลำดับตามมาตรา 273 และหากมีการซื้อขายต่อกันหลายครั้ง ลำดับระหว่างผู้ขายให้เป็นไปตามลำดับที่ซื้อขายก่อนหลัง
ลำดับบุริมสิทธิอสังหาริมทรัพย์บุริมสิทธิพิเศษการซื้อขายลำดับก่อนหลัง
มาตรา 280หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิลำดับเสมอกันให้เฉลี่ยตามสัดส่วนจำนวนหนี้
เมื่อบุคคลหลายคนมีบุริมสิทธิในลำดับเสมอกันเหนือทรัพย์อันเดียวกัน ให้ต่างคนต่างได้รับชำระหนี้เฉลี่ยตามสัดส่วนของจำนวนหนี้ที่ตนเป็นเจ้าหนี้
ลำดับเสมอกันการเฉลี่ยเจ้าหนี้บุริมสิทธิสัดส่วนหนี้
มาตรา 281หมวด 8 — หนี้
ผลบุริมสิทธิ — ได้รับชำระก่อนเจ้าหนี้สามัญ
ผลบุริมสิทธิ: ได้ชำระก่อนเจ้าหนี้สามัญ ≠ เจ้าหนี้จำนอง(ม.728=บังคับจากทรัพย์จำนอง)
บุริมสิทธิชำระก่อนเจ้าหนี้สามัญ
มาตรา 282หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิ — ผู้ทรงบุริมสิทธิบังคับชำระจากทรัพย์สินได้ก่อน
บังคับบุริมสิทธิ: บังคับชำระจากทรัพย์ที่เป็นหลักแห่งบุริมสิทธิก่อนเจ้าหนี้อื่น เช่น ค่าจ้างจากเงินเดือน
บุริมสิทธิบังคับชำระก่อน
มาตรา 283หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิสามัญบังคับจากสังหาริมทรัพย์ก่อนอสังหาริมทรัพย์
ผู้มีบุริมสิทธิสามัญต้องบังคับชำระหนี้จากสังหาริมทรัพย์ก่อน แล้วจึงบังคับจากอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เป็นหลักประกันพิเศษ หากละเลยโดยประมาทไม่สอดเข้าแย้งขัดการแบ่งเฉลี่ย ย่อมเสียสิทธิต่อบุคคลภายนอกที่จดทะเบียนสิทธิไว้แล้ว
บุริมสิทธิสามัญการบังคับสังหาริมทรัพย์อสังหาริมทรัพย์การแบ่งเฉลี่ยความประมาท
มาตรา 284หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิสามัญไม่ต้องจดทะเบียนยังสู้เจ้าหนี้ไม่มีประกันได้
บุริมสิทธิสามัญแม้ไม่ได้จดทะเบียนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ก็สามารถยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันพิเศษได้ แต่ไม่อาจต่อสู้บุคคลภายนอกที่ได้จดทะเบียนสิทธิไว้แล้ว
บุริมสิทธิสามัญการจดทะเบียนเจ้าหนี้ไม่มีประกันบุคคลภายนอกอสังหาริมทรัพย์
มาตรา 285หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิรักษาอสังหาริมทรัพย์มีผลเมื่อจดทะเบียนโดยพลัน
บุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์จะคงให้ผลได้ หากเมื่อทำการบำรุงรักษาสำเร็จแล้วได้ไปบอกลงทะเบียนไว้โดยพลัน
บุริมสิทธิรักษาอสังหาริมทรัพย์การจดทะเบียนบำรุงรักษาผลบุริมสิทธิ
มาตรา 286หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิจ้างทำของต้องลงทะเบียนราคาประมาณก่อนเริ่มงาน
บุริมสิทธิในมูลจ้างทำของบนอสังหาริมทรัพย์คงให้ผลได้หากลงทะเบียนราคาประมาณชั่วคราวก่อนเริ่มงาน แต่บุริมสิทธิในส่วนที่ราคาจริงเกินราคาประมาณไม่มีผล และให้ศาลตั้งผู้เชี่ยวชาญกะประมาณราคาที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีข้อแย้งขัด
จ้างทำของราคาประมาณการจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ผู้เชี่ยวชาญ
มาตรา 287หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิ — เจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิพิเศษ ชำระก่อนเจ้าหนี้จำนอง
บุริมสิทธิก่อนจำนอง: จดทะเบียนก่อนจำนอง→ได้ชำระก่อน เช่น ค่าก่อสร้างจดก่อนจำนอง=ได้ก่อน
บุริมสิทธิก่อนจำนองจดทะเบียน
มาตรา 288หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องบอกราคาค้างในทะเบียน
บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จะคงให้ผลต่อไปได้ หากในการลงทะเบียนสัญญาซื้อขายได้บอกไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยยังมิได้ชำระ
ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์การจดทะเบียนราคาค้างชำระดอกเบี้ยบุริมสิทธิพิเศษ
มาตรา 289หมวด 8 — หนี้
บุริมสิทธิ — ผู้ทรงบุริมสิทธิเรียกให้ขายทอดตลาดได้
บังคับบุริมสิทธิ: ขายทอดตลาดทรัพย์ที่เป็นหลักแห่งบุริมสิทธิ→เอาเงินมาชำระหนี้ คล้ายบังคับจำนำ
บุริมสิทธิขายทอดตลาดบังคับ
มาตรา 290หมวด 8 — หนี้
ลูกหนี้ร่วม — นิยามและหลักการ
ลูกหนี้ร่วม: ทุกคนรับผิดเต็มจำนวน เจ้าหนี้เรียกจากคนไหนก็ได้ จ่ายแล้ว→ไล่เบี้ยคนอื่นตามส่วน (ม.296)
ลูกหนี้ร่วมรับผิดเต็มจำนวนไล่เบี้ย
มาตรา 291หมวด 8 — หนี้
ลูกหนี้ร่วมกันต้องชำระหนี้สิ้นเชิงทุกคน
เมื่อมีลูกหนี้ร่วมกัน เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกชำระหนี้สิ้นเชิงหรือบางส่วนจากลูกหนี้คนใดก็ได้ตามที่เลือก โดยลูกหนี้ทุกคนยังคงผูกพันอยู่จนกว่าหนี้จะชำระเสร็จสิ้น
ลูกหนี้ร่วมการชำระหนี้เจ้าหนี้ความรับผิดร่วมหนี้ร่วมกัน
มาตรา 292หมวด 8 — หนี้
การชำระหนี้ของลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งเป็นประโยชน์แก่ทุกคน
การชำระหนี้ การวางทรัพย์แทนชำระหนี้ และการหักกลบลบหนี้โดยลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง ย่อมเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้คนอื่นด้วย แต่ลูกหนี้คนอื่นจะนำสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้คนหนึ่งไปหักกลบลบหนี้ไม่ได้
ลูกหนี้ร่วมการชำระหนี้การหักกลบลบหนี้การวางทรัพย์ประโยชน์ร่วม
มาตรา 293หมวด 8 — หนี้
เจ้าหนี้ปลดหนี้ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง — ไม่กระทบคนอื่น
ปลดหนี้ลูกหนี้ร่วม: ปลดคนเดียว→คนอื่นยังรับผิดเต็ม หักส่วนที่ปลดออก
ปลดหนี้ลูกหนี้ร่วมหักส่วน
มาตรา 294หมวด 8 — หนี้
เจ้าหนี้ผิดนัดต่อลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งเป็นคุณแก่คนอื่นด้วย
การที่เจ้าหนี้ผิดนัดต่อลูกหนี้ร่วมกันคนหนึ่งย่อมเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้ร่วมคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
เจ้าหนี้ผิดนัดลูกหนี้ร่วมผลผูกพันการผิดนัดประโยชน์ร่วม
มาตรา 295หมวด 8 — หนี้
เจ้าหนี้ปลดหนี้ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง — ส่วนที่เหลือยังต้องจ่าย
ปลดหนี้คนเดียว: ปลดคนหนึ่ง→คนอื่นยังรับผิด(หักส่วนที่ปลดออก) เช่น หนี้1ล้าน 3คนร่วม ปลด1คน→2คนจ่าย666,667
ปลดหนี้ลูกหนี้ร่วมหักส่วน
มาตรา 296หมวด 8 — หนี้
ลูกหนี้ร่วมชำระแล้ว — ไล่เบี้ยลูกหนี้อื่นตามส่วน
ไล่เบี้ยลูกหนี้ร่วม: จ่ายแล้ว→เรียกคืนจากคนอื่นตามส่วน ไม่ตกลง=แบ่งเท่าๆ กัน
ไล่เบี้ยลูกหนี้ร่วมตามส่วนเท่ากัน
มาตรา 297หมวด 8 — หนี้
ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งผิดนัด — ไม่กระทบคนอื่น
ผิดนัดคนเดียว: ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งผิดนัด→คนอื่นไม่ถือว่าผิดนัด เหตุส่วนตัว≠กระทบคนอื่น
ลูกหนี้ร่วมผิดนัดไม่กระทบ
มาตรา 298หมวด 8 — หนี้
ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งขาดอายุความ — คนอื่นยังรับผิด
อายุความลูกหนี้ร่วม: คนหนึ่งขาดอายุความ→คนอื่นยังรับผิด เหตุส่วนตัว≠กระทบคนอื่น
อายุความลูกหนี้ร่วมไม่กระทบ
มาตรา 299หมวด 8 — หนี้
ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งรับสภาพหนี้ — ไม่กระทบคนอื่น
รับสภาพหนี้คนเดียว: คนหนึ่งรับสภาพ→คนอื่นไม่กระทบ อายุความคนอื่นไม่สะดุด
รับสภาพหนี้ลูกหนี้ร่วมไม่กระทบ
มาตรา 300หมวด 8 — หนี้
ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งหลุดพ้น — คนอื่นยังรับผิด
ลูกหนี้ร่วมหลุดพ้น: คนหนึ่งหลุด(เช่น ขาดอายุความ)→คนอื่นยังรับผิด หักส่วนที่หลุดออก
ลูกหนี้ร่วมหลุดพ้นหักส่วน
มาตรา 301หมวด 8 — หนี้
ลูกหนี้ร่วม — เจ้าหนี้เรียกจากคนใดก็ได้เต็มจำนวน
ลูกหนี้ร่วม: เจ้าหนี้เรียกจากคนเดียว 100% ได้ เช่น กู้ร่วม 3 คน เรียกจากคนเดียวทั้งหมดได้
ลูกหนี้ร่วมเต็มจำนวนผูกพันไล่เบี้ย
มาตรา 302หมวด 8 — หนี้
เจ้าหนี้ร่วม — เจ้าหนี้หลายคน ลูกหนี้ชำระให้คนใดก็หลุดพ้น
เจ้าหนี้ร่วม: เจ้าหนี้หลายคน ลูกหนี้จ่ายให้คนไหนก็หลุดหนี้ คนที่รับ→ต้องแบ่งให้คนอื่นตามส่วน
เจ้าหนี้ร่วมชำระให้คนใดหลุดพ้น
มาตรา 303หมวด 9 — สัญญา
โอนสิทธิเรียกร้อง — โอนได้เว้นแต่ห้ามโดยสภาพ/กฎหมาย/ข้อตกลง
โอนสิทธิเรียกร้อง: โอนได้เป็นหลัก ห้าม 3 กรณี (สภาพห้าม/กฎหมายห้าม/ตกลงห้าม) ข้อห้ามไม่ยันบุคคลภายนอกสุจริต
โอนสิทธิเรียกร้องสิทธิเรียกร้องโอนหนี้
มาตรา 304หมวด 9 — สัญญา
โอนสิทธิเรียกร้อง — บอกกล่าวลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ต้องชำระให้ผู้รับโอน
ผลโอนสิทธิ: บอกกล่าวแล้ว→ลูกหนี้ชำระให้ผู้รับโอน ข้อต่อสู้ที่มีก่อนบอกกล่าว=ยกขึ้นได้
โอนสิทธิบอกกล่าวข้อต่อสู้ผู้รับโอน
มาตรา 305หมวด 9 — สัญญา
สิทธิหลักประกันโอนไปพร้อมกับสิทธิเรียกร้อง
เมื่อโอนสิทธิเรียกร้อง สิทธิจำนอง จำนำ หลักประกันทางธุรกิจ และค้ำประกันที่เกี่ยวพันย่อมตกแก่ผู้รับโอนด้วย ผู้รับโอนสามารถใช้บุริมสิทธิเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องในกรณีบังคับยึดทรัพย์หรือล้มละลายได้
สิทธิเรียกร้องจำนองจำนำหลักประกันทางธุรกิจค้ำประกันผู้รับโอนบุริมสิทธิ
มาตรา 306หมวด 9 — สัญญา
ค้ำประกัน — จำกัดความรับผิดผู้ค้ำ
ค้ำประกัน (แก้ไข 2557): ผู้ค้ำรับผิดเฉพาะจำนวนที่กำหนดในสัญญา ข้อตกลงให้ค้ำเป็นลูกหนี้ร่วม = โมฆะ คุ้มครองผู้ค้ำมากขึ้น
ค้ำประกันจำกัดความรับผิดลูกหนี้ร่วมโมฆะ
มาตรา 307หมวด 9 — สัญญา
การโอนสิทธิเรียกร้องซ้ำหลายราย ผู้บอกกล่าวก่อนมีสิทธิดีกว่า
หากมีการโอนสิทธิเรียกร้องเดียวกันให้แก่บุคคลหลายราย ผู้รับโอนรายที่ได้บอกกล่าวหรือตกลงกับลูกหนี้ก่อนมีสิทธิดีกว่าผู้รับโอนรายอื่น
โอนสิทธิเรียกร้องบอกกล่าวลำดับความสำคัญผู้รับโอนพิพาทสิทธิ
มาตรา 308หมวด 9 — สัญญา
โอนสิทธิเรียกร้องต่อสังหาริมทรัพย์เฉพาะสิ่ง — ส่งมอบ
โอนสิทธิมีตราสาร: ทำเป็นหนังสือ ตั๋วเงิน=สลักหลัง หุ้น=โอนลงทะเบียน
โอนสิทธิตราสารสลักหลังหนังสือ
มาตรา 309หมวด 9 — สัญญา
โอนสิทธิเรียกร้อง — ต้องบอกกล่าวลูกหนี้ หรือลูกหนี้ยินยอม
โอนสิทธิต้องแจ้ง: บอกกล่าวลูกหนี้เป็นหนังสือ/ลูกหนี้ยินยอมหนังสือ ไม่แจ้ง=ยันลูกหนี้ไม่ได้
โอนสิทธิบอกกล่าวลูกหนี้หนังสือ
มาตรา 310หมวด 9 — สัญญา
สิทธิลูกหนี้ตรวจสอบผู้ทรงตราสารในมูลหนี้ตามเขาสั่ง
ในมูลหนี้ตามเขาสั่ง ลูกหนี้มีสิทธิตรวจสอบตัวผู้ทรงตราสารและความถูกต้องของลายมือชื่อแต่ไม่มีหน้าที่ต้องทำ หากลูกหนี้ชำระหนี้โดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การชำระหนี้นั้นไม่สมบูรณ์
มูลหนี้ตามเขาสั่งผู้ทรงตราสารทุจริตประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงการชำระหนี้
มาตรา 311หมวด 9 — สัญญา
ตราสารระบุชื่อเจ้าหนี้แต่มีข้อความให้ชำระแก่ผู้ทรง
บทบัญญัติมาตรา 310 ใช้บังคับกับกรณีที่ตราสารระบุชื่อเจ้าหนี้ไว้แต่มีข้อความว่าให้ชำระหนี้แก่ผู้ทรงตราสารด้วย
ตราสารผู้ทรงชำระหนี้เจ้าหนี้ระบุชื่อ
มาตรา 312หมวด 9 — สัญญา
ผู้รับโอนสิทธิ — ได้สิทธิทุกอย่างที่ผู้โอนมี
ผู้รับโอนได้ทุกสิทธิ: โอนหนี้→ผู้รับโอนได้ทั้งหนี้+หลักประกัน(จำนอง/จำนำ/ค้ำ)+ดอกเบี้ย
ผู้รับโอนสิทธิทั้งหมดจำนองค้ำประกัน
มาตรา 313หมวด 9 — สัญญา
บทบัญญัติมาตราก่อนใช้บังคับกับหนี้ที่ต้องชำระแก่ผู้ถือ
บทบัญญัติมาตราก่อนหน้าใช้บังคับกับหนี้ที่พึงต้องชำระแก่ผู้ถือตราสารด้วยตามความเหมาะสม
หนี้แก่ผู้ถือตราสารการชำระหนี้ความระงับหนี้
มาตรา 314หมวด 9 — สัญญา
การชำระหนี้ — ต้องชำระให้แก่ตัวเจ้าหนี้หรือผู้มีอำนาจรับ
ชำระหนี้: จ่ายให้เจ้าหนี้/ผู้มีอำนาจรับ จ่ายผิดคน→ไม่หลุดหนี้ เว้นแต่เจ้าหนี้รับรอง (สัตยาบัน)
ชำระหนี้เจ้าหนี้ผู้มีอำนาจรับ
มาตรา 315หมวด 9 — สัญญา
การชำระหนี้ต้องทำแก่เจ้าหนี้หรือผู้มีอำนาจรับชำระ
การชำระหนี้ต้องกระทำแก่ตัวเจ้าหนี้หรือผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทน หากชำระแก่ผู้ไม่มีอำนาจแต่เจ้าหนี้ให้สัตยาบันถือว่าสมบูรณ์
การชำระหนี้เจ้าหนี้ผู้มีอำนาจรับชำระสัตยาบัน
มาตรา 316หมวด 9 — สัญญา
ชำระหนี้แก่ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิสมบูรณ์เมื่อกระทำโดยสุจริต
การชำระหนี้แก่ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูลหนี้จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อผู้ชำระหนี้กระทำโดยสุจริต
ผู้ครองตามปรากฏสุจริตการชำระหนี้มูลหนี้
มาตรา 317หมวด 9 — สัญญา
ชำระหนี้ ณ สถานที่กำหนด — ไม่กำหนดให้ชำระ ณ ภูมิลำเนาลูกหนี้
สถานที่ชำระหนี้: กำหนดไว้=ตามที่กำหนด ไม่กำหนด=ภูมิลำเนาลูกหนี้ เช่น ส่งเงินที่บ้านลูกหนี้
สถานที่ชำระหนี้ภูมิลำเนาลูกหนี้
มาตรา 318หมวด 9 — สัญญา
ผู้ถือใบเสร็จถือว่ามีสิทธิรับชำระหนี้
ผู้ถือใบเสร็จนับว่ามีสิทธิรับชำระหนี้ แต่ไม่ใช้บังคับหากผู้ชำระหนี้รู้ว่าผู้ถือไม่มีสิทธิหรือไม่รู้เพราะประมาทเลินเล่อของตนเอง
ใบเสร็จผู้ถือสิทธิรับชำระหนี้ประมาทเลินเล่อสุจริต
มาตรา 319หมวด 9 — สัญญา
ลูกหนี้คนที่สามฝ่าฝืนคำสั่งศาลชำระหนี้ต้องรับผิดชำระซ้ำ
ลูกหนี้คนที่สามที่ฝ่าฝืนคำสั่งศาลโดยชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ของตนต้องชำระหนี้อีกครั้งแก่เจ้าหนี้ผู้ยึดทรัพย์ แต่ยังมีสิทธิไล่เบี้ยเจ้าหนี้ของตนได้
ลูกหนี้คนที่สามคำสั่งศาลการยึดทรัพย์ไล่เบี้ยค่าสินไหมทดแทน
มาตรา 320หมวด 9 — สัญญา
เจ้าหนี้ไม่อาจถูกบังคับให้รับชำระหนี้บางส่วนหรือผิดรูปแบบ
ไม่อาจบังคับเจ้าหนี้ให้รับชำระหนี้เพียงบางส่วนหรือรับชำระหนี้เป็นอย่างอื่นนอกจากที่ตกลงกันไว้
การชำระหนี้บางส่วนเจ้าหนี้วัตถุแห่งหนี้การบังคับ
มาตรา 321หมวด 9 — สัญญา
วางทรัพย์ — ลูกหนี้วางทรัพย์ที่สำนักงานวางทรัพย์แทนชำระ
วางทรัพย์: เจ้าหนี้ไม่รับ/รับไม่ได้→วางที่สำนักงานวางทรัพย์=หลุดหนี้ เช่น ผู้เช่าวางค่าเช่าเมื่อผู้ให้เช่าไม่รับ
วางทรัพย์สำนักงานวางทรัพย์หลุดพ้นหนี้
มาตรา 322หมวด 9 — สัญญา
ให้ทรัพย์แทนการชำระหนี้ ลูกหนี้รับผิดเหมือนผู้ขาย
หากลูกหนี้ให้ทรัพย์ สิทธิเรียกร้อง หรือสิทธิอย่างอื่นแทนการชำระหนี้ ลูกหนี้ต้องรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องและการรอนสิทธิเช่นเดียวกับผู้ขาย
ชำระหนี้ด้วยทรัพย์ชำรุดบกพร่องรอนสิทธิผู้ขายสิทธิเรียกร้อง
มาตรา 323หมวด 9 — สัญญา
ส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่งตามสภาพที่เป็นและต้องรักษาด้วยความระมัดระวัง
การชำระหนี้ที่มีวัตถุเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งต้องส่งมอบตามสภาพที่เป็นอยู่ โดยลูกหนี้ต้องรักษาทรัพย์นั้นด้วยความระมัดระวังอย่างวิญญูชนจนกว่าจะส่งมอบ
ทรัพย์เฉพาะสิ่งส่งมอบความระมัดระวังวิญญูชนสภาพทรัพย์
มาตรา 324หมวด 9 — สัญญา
สถานที่ชำระหนี้เมื่อมิได้ระบุไว้โดยชัดแจ้ง
หากมิได้ระบุสถานที่ชำระหนี้ไว้ ทรัพย์เฉพาะสิ่งต้องส่งมอบ ณ สถานที่ที่ทรัพย์อยู่ขณะก่อหนี้ ส่วนการชำระหนี้อย่างอื่นต้องชำระ ณ ภูมิลำเนาปัจจุบันของเจ้าหนี้
สถานที่ชำระหนี้ภูมิลำเนาเจ้าหนี้ทรัพย์เฉพาะสิ่ง
มาตรา 325หมวด 9 — สัญญา
ค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้เป็นภาระลูกหนี้ แต่ส่วนที่เพิ่มเพราะเจ้าหนี้เป็นภาระเจ้าหนี้
ค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ตกแก่ลูกหนี้ แต่ส่วนที่เพิ่มขึ้นเพราะการกระทำของเจ้าหนี้ เช่น การย้ายภูมิลำเนา เจ้าหนี้ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
ค่าใช้จ่ายการชำระหนี้ภูมิลำเนาเจ้าหนี้ลูกหนี้
มาตรา 326หมวด 9 — สัญญา
ผู้ชำระหนี้มีสิทธิได้รับใบเสร็จและเอกสารหลักฐานแห่งหนี้
ผู้ชำระหนี้มีสิทธิได้รับใบเสร็จจากผู้รับ และหากชำระสิ้นเชิงแล้วมีสิทธิเรียกคืนเอกสารหลักฐานหนี้หรือขีดฆ่าทำลาย กรณีชำระบางส่วนมีสิทธิเพียงใบเสร็จและการจดบันทึกในเอกสาร
ใบเสร็จเอกสารหลักฐานหนี้ขีดฆ่าชำระหนี้สิ้นเชิงบันทึกการชำระ
มาตรา 327หมวด 9 — สัญญา
ชำระหนี้หลายราย — ให้ชำระหนี้ที่ถึงกำหนดก่อน
หนี้หลายราย: ลูกหนี้เลือกจ่ายรายไหนก็ได้ ไม่เลือก→จ่ายหนี้ที่ถึงกำหนดก่อน/หนี้ที่มีประกันน้อยกว่า
หนี้หลายรายถึงกำหนดก่อนเลือกจ่าย
มาตรา 328หมวด 9 — สัญญา
ลำดับการชำระหนี้หลายรายเมื่อการชำระไม่พอครบทุกราย
เมื่อลูกหนี้มีหนี้ประเภทเดียวกันหลายรายและชำระไม่พอ ลูกหนี้ระบุได้ว่าจะชำระรายใด หากไม่ระบุให้ชำระตามลำดับ ได้แก่ ถึงกำหนดก่อน มีประกันน้อยที่สุด ตกหนักที่สุด เก่าที่สุด และตามสัดส่วน
หนี้หลายรายระบุชำระลำดับการชำระหนี้ถึงกำหนดประกันบุริมสิทธิ
มาตรา 329หมวด 9 — สัญญา
ใบเสร็จรับเงิน — เจ้าหนี้ต้องออกใบเสร็จให้ลูกหนี้
ใบเสร็จ: ลูกหนี้ร้องขอ→เจ้าหนี้ต้องออกให้ ค่าใช้จ่าย=ลูกหนี้จ่าย สำคัญเป็นหลักฐานชำระหนี้
ใบเสร็จร้องขอหลักฐานชำระหนี้
มาตรา 330หมวด 9 — สัญญา
การขอปฏิบัติชำระหนี้โดยชอบปลดเปลื้องความรับผิดจากการไม่ชำระหนี้
เมื่อลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบแล้ว ความรับผิดที่เกิดจากการไม่ชำระหนี้ย่อมปลดเปลื้องไปนับแต่เวลาที่ขอปฏิบัติการชำระหนี้นั้น
ขอปฏิบัติชำระหนี้ความรับผิดปลดเปลื้องผิดนัดการชำระหนี้
มาตรา 331หมวด 9 — สัญญา
การวางทรัพย์เพื่อชำระหนี้เมื่อเจ้าหนี้ปฏิเสธหรือรับไม่ได้
หากเจ้าหนี้บอกปัดหรือไม่สามารถรับชำระหนี้ ลูกหนี้วางทรัพย์ไว้เพื่อประโยชน์เจ้าหนี้เพื่อหลุดพ้นจากหนี้ได้ รวมถึงกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวเจ้าหนี้ได้โดยไม่ใช่ความผิดของตน
การวางทรัพย์เจ้าหนี้ปฏิเสธรับชำระหลุดพ้นสำนักงานวางทรัพย์
มาตรา 332หมวด 9 — สัญญา
เจ้าหนี้รับชำระหนี้บางส่วน — ต้องรับถ้าลูกหนี้ขอ
ชำระบางส่วน: เจ้าหนี้ไม่ต้องรับชำระบางส่วน ยกเว้นลูกหนี้มีเหตุสมควร รับแล้ว→ออกใบเสร็จส่วนนั้น
ชำระบางส่วนไม่ต้องรับเหตุสมควร
มาตรา 333หมวด 9 — สัญญา
สถานที่วางทรัพย์และหน้าที่บอกกล่าวเจ้าหนี้
การวางทรัพย์ต้องกระทำ ณ สำนักงานวางทรัพย์ประจำตำบลที่จะต้องชำระหนี้ หากไม่มีให้ศาลกำหนด และผู้วางต้องบอกกล่าวให้เจ้าหนี้ทราบโดยพลัน
สำนักงานวางทรัพย์ศาลผู้พิทักษ์ทรัพย์บอกกล่าวสถานที่วาง
มาตรา 334หมวด 9 — สัญญา
สิทธิถอนทรัพย์ที่วางและกรณีที่สิทธิดังกล่าวสิ้นสุด
ลูกหนี้มีสิทธิถอนทรัพย์ที่วางได้ แต่การถอนทำให้ถือว่าไม่เคยวาง สิทธิถอนสิ้นสุดเมื่อลูกหนี้สละสิทธิ เจ้าหนี้แสดงเจตนารับ หรือศาลมีคำสั่งอนุมัติการวาง
ถอนทรัพย์การวางทรัพย์สิทธิถอนสำนักงานวางทรัพย์คำสั่งศาล
มาตรา 335หมวด 9 — สัญญา
สิทธิถอนทรัพย์ห้ามยึดและห้ามใช้ระหว่างพิจารณาคดีล้มละลาย
สิทธิถอนทรัพย์ที่วางไว้นั้นศาลจะสั่งยึดไม่ได้ และห้ามใช้สิทธิดังกล่าวในระหว่างพิจารณาคดีล้มละลายของลูกหนี้
ถอนทรัพย์ยึดทรัพย์ล้มละลายสิทธิคำสั่งศาล
มาตรา 336หมวด 9 — สัญญา
ชำระหนี้ด้วยเช็ค — หนี้ยังไม่ระงับจนกว่าเช็คขึ้นเงินได้
ชำระด้วยเช็ค: หนี้ยังไม่หมดจนกว่าเช็คขึ้นเงินได้ เช็คเด้ง=หนี้ยังอยู่ ≠ ชำระเป็นเงินสด(หนี้หมดทันที)
เช็คหนี้ยังไม่ระงับขึ้นเงินเช็คเด้ง
มาตรา 337หมวด 9 — สัญญา
การขายทอดตลาดทรัพย์ที่วางต้องบอกกล่าวเจ้าหนี้และประกาศโฆษณา
ก่อนขายทอดตลาดทรัพย์ที่วาง ต้องบอกให้เจ้าหนี้ทราบก่อน เว้นแต่ทรัพย์อาจเสื่อมทรามหรือมีความเสี่ยงจากการรอ และต้องประกาศโฆษณาการขายให้ประชาชนทราบ
ขายทอดตลาดบอกกล่าวเจ้าหนี้ทรัพย์เสื่อมทรามประกาศโฆษณา
มาตรา 338หมวด 9 — สัญญา
ค่าฤชาธรรมเนียมวางทรัพย์หรือขายทอดตลาดเป็นภาระของเจ้าหนี้
ค่าฤชาธรรมเนียมในการวางทรัพย์หรือขายทอดตลาดตกแก่เจ้าหนี้ เว้นแต่ลูกหนี้จะถอนทรัพย์ที่วางนั้นกลับคืน
ค่าฤชาธรรมเนียมวางทรัพย์ขายทอดตลาดเจ้าหนี้ถอนทรัพย์
มาตรา 339หมวด 9 — สัญญา
สิทธิเจ้าหนี้เหนือทรัพย์ที่วางระงับเมื่อพ้นสิบปีนับแต่บอกกล่าว
สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์ที่วางระงับสิ้นเมื่อพ้นสิบปีนับจากได้รับบอกกล่าว หลังจากนั้นลูกหนี้ยังมีสิทธิถอนทรัพย์ได้แม้จะเคยสละสิทธิถอนไปแล้ว
สิทธิเจ้าหนี้ทรัพย์ที่วางระงับสิ้นสิบปีถอนทรัพย์
มาตรา 340หมวด 9 — สัญญา
ปลดหนี้ — เจ้าหนี้ปลดให้ หนี้ระงับ
ปลดหนี้: เจ้าหนี้บอกลูกหนี้ว่าไม่ต้องจ่าย → หนี้ระงับ ไม่ต้องทำเป็นหนังสือ แค่แสดงเจตนาก็พอ
ปลดหนี้ระงับแสดงเจตนาไม่ต้องจ่าย
มาตรา 341หมวด 9 — สัญญา
หักกลบลบหนี้ — ถึงกำหนด + ประเภทเดียวกัน = หักได้
หักกลบลบหนี้: เงื่อนไข 3 ข้อ (1) เป็นหนี้ซึ่งกัน (2) วัตถุประเภทเดียวกัน (3) ถึงกำหนด → แสดงเจตนาหักได้
หักกลบลบหนี้ถึงกำหนดประเภทเดียวกัน
มาตรา 342หมวด 9 — สัญญา
การหักกลบลบหนี้โดยแสดงเจตนาและมีผลย้อนหลัง
การหักกลบลบหนี้กระทำโดยฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาแก่อีกฝ่าย โดยไม่อาจมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลา และมีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่อาจหักกลบลบกันได้เป็นครั้งแรก
หักกลบลบหนี้แสดงเจตนาเงื่อนไขผลย้อนหลังระงับหนี้
มาตรา 343หมวด 9 — สัญญา
หักกลบลบหนี้ได้แม้สถานที่ชำระต่างกัน แต่ต้องชดค่าเสียหาย
การหักกลบลบหนี้สามารถกระทำได้แม้สถานที่ชำระหนี้ทั้งสองฝ่ายจะต่างกัน แต่ผู้ขอหักต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อีกฝ่ายด้วย
หักกลบลบหนี้สถานที่ชำระหนี้ค่าเสียหายความรับผิด
มาตรา 344หมวด 9 — สัญญา
สิทธิเรียกร้องที่มีข้อต่อสู้ไม่อาจนำมาหักกลบ และอายุความไม่ตัดรอนการหักกลบ
สิทธิเรียกร้องที่ยังมีข้อต่อสู้อยู่ไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้ได้ แต่อายุความไม่ตัดรอนการหักกลบหากสิทธิยังไม่ขาดในเวลาที่อาจหักกลบกันได้
สิทธิเรียกร้องข้อต่อสู้อายุความหักกลบลบหนี้
มาตรา 345หมวด 9 — สัญญา
ห้ามนำหนี้ที่มีมูลเหตุจากการอันมิชอบด้วยกฎหมายมาหักกลบลบหนี้
ลูกหนี้ห้ามใช้ประโยชน์จากหนี้ที่มีมูลเหตุจากการอันมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้
หนี้ผิดกฎหมายหักกลบลบหนี้มูลหนี้ข้อห้ามการอันมิชอบ
มาตรา 346หมวด 9 — สัญญา
หนี้ที่ห้ามหักกลบลบหนี้ — หนี้อันไม่อาจบังคับได้ ลาภมิควรได้
ห้ามหักกลบ: ค่าเลี้ยงชีพ/เงินเดือน/ค่าจ้าง/ละเมิด หักกลบลบหนี้ไม่ได้ คุ้มครองผู้เสียหาย
ห้ามหักกลบเงินเดือนค่าเลี้ยงชีพละเมิด
มาตรา 347หมวด 9 — สัญญา
ลูกหนี้คนที่สามต้องห้ามยกหนี้ที่ได้มาหลังคำสั่งห้ามจ่ายขึ้นต่อสู้
ลูกหนี้คนที่สามที่ถูกศาลสั่งห้ามจ่ายเงินไม่สามารถยกหนี้ที่ตนได้มาภายหลังคำสั่งศาลขึ้นเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ได้
ลูกหนี้คนที่สามคำสั่งศาลข้อต่อสู้ยึดทรัพย์หักกลบลบหนี้
มาตรา 348หมวด 9 — สัญญา
การระบุสิทธิเรียกร้องในการหักกลบลบหนี้หลายราย
เมื่อมีสิทธิเรียกร้องหลายรายที่อาจหักกลบลบกันได้ ฝ่ายขอหักระบุรายที่จะหักได้ หากไม่ระบุหรือถูกคัดค้านให้นำมาตรา 328 วรรค 2 มาบังคับ และหากมีดอกเบี้ยค้างชำระด้วยให้นำมาตรา 329 มาใช้โดยอนุโลม
หักกลบลบหนี้สิทธิเรียกร้องหลายรายระบุดอกเบี้ยค่าฤชาธรรมเนียม
มาตรา 349หมวด 9 — สัญญา
แปลงหนี้ใหม่ — เปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ หนี้เดิมระงับ
แปลงหนี้ใหม่: เปลี่ยนสาระสำคัญ (จำนวน/ประเภท/เงื่อนไข) → หนี้เดิมระงับ เกิดหนี้ใหม่ ประกันหนี้เดิมระงับตาม
แปลงหนี้ใหม่สาระสำคัญหนี้ระงับ
มาตรา 350หมวด 9 — สัญญา
แปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้/ลูกหนี้
เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้/ลูกหนี้: เปลี่ยนเจ้าหนี้=3ฝ่ายตกลง เปลี่ยนลูกหนี้=เจ้าหนี้+ลูกหนี้ใหม่ตกลง
แปลงหนี้ใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ลูกหนี้
มาตรา 351หมวด 9 — สัญญา
หักกลบลบหนี้ — เจ้าหนี้เป็นลูกหนี้ด้วย
หักกลบลบหนี้: A เป็นหนี้ B 100,000 + B เป็นหนี้ A 60,000 → หักกันได้ เหลือ A ต้องจ่าย B 40,000 ต้องเป็นหนี้ชนิดเดียวกัน+ถึงกำหนดแล้ว
หักกลบลบหนี้set-offมูลหนี้ถึงกำหนด
มาตรา 352หมวด 9 — สัญญา
โอนหลักประกันจำนำจำนองจากหนี้เดิมไปยังหนี้ใหม่ในการแปลงหนี้
ในการแปลงหนี้ใหม่ คู่กรณีอาจโอนสิทธิจำนำหรือจำนองจากหนี้เดิมไปเป็นประกันหนี้ใหม่ได้เท่าที่ประกันวัตถุแห่งหนี้เดิม แต่หากบุคคลภายนอกให้ประกันต้องได้รับความยินยอมก่อน
แปลงหนี้ใหม่จำนำจำนองหลักประกันบุคคลภายนอกหนี้ใหม่
มาตรา 353หมวด 9 — สัญญา
หนี้เกลื่อนกลืน — เจ้าหนี้เป็นลูกหนี้คนเดียวกัน หนี้ระงับ
เกลื่อนกลืน: เจ้าหนี้=ลูกหนี้คนเดียวกัน → หนี้ระงับ เช่น รับมรดกจากเจ้าหนี้ตัวเอง ยกเว้นมีสิทธิบุคคลภายนอก
หนี้เกลื่อนกลืนบุคคลเดียวกันหนี้ระงับ
มาตรา 354หมวด 9 — สัญญา
มัดจำ — จ่ายเป็นพยานหลักฐานว่าทำสัญญา
มัดจำ: เป็นหลักฐานว่าทำสัญญาแล้ว + ประกันปฏิบัติตามสัญญา ถ้าผิดสัญญา → ริบมัดจำ ถ้าปฏิบัติตามสัญญา → หักจากราคา
มัดจำหลักฐานประกันริบหักราคา
มาตรา 355หมวด 9 — สัญญา
ห้ามถอนคำเสนอก่อนได้รับคำสนองจากผู้อยู่ห่างไกลภายในเวลาอันควร
เมื่อทำคำเสนอไปยังผู้อยู่ห่างไกลโดยไม่กำหนดระยะเวลาสนอง ผู้เสนอไม่อาจถอนคำเสนอภายในเวลาที่ควรคาดหมายว่าจะได้รับคำสนองได้
คำเสนอถอนคำเสนอผู้อยู่ห่างไกลระยะเวลาสัญญา
มาตรา 356หมวด 9 — สัญญา
สัญญาเกิดเมื่อคำสนองถูกต้องตรงกับคำเสนอ
สัญญาเกิด: คำเสนอ+คำสนองตรงกัน=สัญญาเกิด | คำเสนอมีกำหนดเวลา=ถอนไม่ได้ | สนองเปลี่ยนแปลง=คำเสนอใหม่
คำเสนอคำสนองสัญญาเกิด
มาตรา 357หมวด 9 — สัญญา
คำเสนอสิ้นความผูกพันเมื่อถูกปฏิเสธหรือไม่ได้รับการสนองภายในกำหนด
คำเสนอที่ถูกบอกปัดหรือไม่ได้รับการสนองภายในเวลากำหนดตามมาตราก่อนหน้าย่อมสิ้นความผูกพันทันที
คำเสนอบอกปัดความผูกพันระยะเวลาคำสนอง
มาตรา 358หมวด 9 — สัญญา
คำสนองมาถึงล่าช้าและผลของคำสนองที่มีข้อความเพิ่มเติมหรือแก้ไข
หากคำสนองมาถึงล่าช้าแต่ส่งโดยทางปกติควรถึงทันเวลา ผู้เสนอต้องแจ้งโดยพลัน มิฉะนั้นถือว่าไม่ล่าช้า คำสนองที่มาช้าหรือมีข้อความเพิ่มเติมหรือแก้ไขถือเป็นคำเสนอใหม่
คำสนองล่าช้าคำเสนอใหม่บอกกล่าวข้อความเพิ่มเติม
มาตรา 359หมวด 2 — หนี้
คำสนองล่าช้าหรือมีข้อแก้ไขถือเป็นคำเสนอใหม่
คำสนองที่มาถึงหลังเวลาหรือมีข้อความเพิ่มเติม/แก้ไขจากคำเสนอเดิม ถือเป็นคำบอกปัดและกลายเป็นคำเสนอขึ้นใหม่
คำสนองคำเสนอคำบอกปัดสัญญาล่วงเวลา
มาตรา 360หมวด 9 — สัญญา
ข้อยกเว้นของมาตรา 169 วรรคสองกรณีผู้เสนอตายหรือไร้ความสามารถ
บทบัญญัติมาตรา 169 วรรคสองไม่ใช้บังคับหากขัดกับเจตนาของผู้เสนอ หรือหากคู่กรณีอีกฝ่ายรู้อยู่แล้วก่อนสนองรับว่าผู้เสนอตายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ
คำเสนอผู้เสนอตายไร้ความสามารถเจตนามาตรา 169
มาตรา 361หมวด 9 — สัญญา
สัญญาเกิดเมื่อคำสนองไปถึง — ทฤษฎีถึง (Arrival Theory)
สัญญาห่างไกล: เกิดเมื่อ "คำสนองไปถึง" ผู้เสนอ (Arrival Theory) ≠ Mailbox Rule (ส่งแล้วเกิดทันที)
สัญญาห่างไกลคำสนองถึงArrival Theory
มาตรา 362หมวด 9 — สัญญา
การให้คำมั่นสาธารณะจะให้รางวัลต้องชำระแก่ผู้กระทำการ
ผู้โฆษณาให้คำมั่นว่าจะให้รางวัลแก่ผู้กระทำการอันใดต้องให้รางวัลแก่ผู้กระทำการนั้น แม้ผู้นั้นจะไม่ได้กระทำเพราะเห็นแก่รางวัล
คำมั่นสาธารณะรางวัลโฆษณาผู้กระทำการสัญญา
มาตรา 363หมวด 9 — สัญญา
คำเสนอ — ผูกพันผู้เสนอ ถอนไม่ได้ถ้ากำหนดเวลาไว้
คำเสนอ: ผูกพันผู้เสนอ มีกำหนดเวลา=ถอนไม่ได้ ไม่มีกำหนด=ผูกพันตามสมควร
คำเสนอผูกพันถอนไม่ได้
มาตรา 364หมวด 9 — สัญญา
ผู้กระทำการได้ก่อนมีสิทธิรางวัล และการแบ่งรางวัลเมื่อทำได้พร้อมกัน
ในกรณีที่หลายคนกระทำการในโฆษณาให้คำมั่น ผู้ทำได้ก่อนมีสิทธิรางวัล หากทำได้พร้อมกันแต่ละคนได้รับส่วนเท่ากัน หรือจับสลากหากแบ่งไม่ได้ เว้นแต่โฆษณากำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
คำมั่นสาธารณะรางวัลผู้กระทำก่อนจับสลากแบ่งรางวัล
มาตรา 365หมวด 9 — สัญญา
คำมั่นให้รางวัลแบบประกวดแข่งขันต้องมีกำหนดเวลาและผู้ชี้ขาด
คำมั่นให้รางวัลแบบประกวดแข่งขันสมบูรณ์ต่อเมื่อมีกำหนดระยะเวลาในโฆษณา โดยผู้ชี้ขาดที่ระบุชื่อหรือผู้ให้คำมั่นเป็นผู้ตัดสิน และคำตัดสินผูกพันทุกฝ่าย
ประกวดชิงรางวัลคำมั่นผู้ชี้ขาดกำหนดเวลาโฆษณาผู้ประกวด
มาตรา 366หมวด 9 — สัญญา
คำเสนอตกไป — ปฏิเสธ/ไม่ตอบในกำหนด/ตาย → คำเสนอตกไป
คำเสนอตกไป: ปฏิเสธ/เลยกำหนด/ตาย/ไร้ความสามารถ → คำเสนอหมดผล ต้องเสนอใหม่
คำเสนอตกไปปฏิเสธตายหมดกำหนด
มาตรา 367หมวด 9 — สัญญา
สัญญาที่ยังไม่ตกลงข้อสาระสำคัญบางประการ ส่วนที่ตกลงแล้วมีผลสมบูรณ์
หากคู่สัญญาถือว่าทำสัญญาแล้วแต่ยังไม่ตกลงกันในบางข้อ และอนุมานได้ว่าสัญญาจะทำขึ้นแม้ไม่ตกลงข้อนั้น ข้อความที่ตกลงแล้วมีผลสมบูรณ์
สัญญาข้อตกลงข้อสาระสำคัญความสมบูรณ์คู่สัญญา
มาตรา 368หมวด 9 — สัญญา
สัญญามีค่าตอบแทน — แปลกต่างจากสัญญาให้โดยเสน่หา
สัญญาต่างตอบแทน: ทั้งสองฝ่ายมีค่าตอบแทน (ซื้อขาย/เช่า) ≠ ไม่ต่างตอบแทน (ให้/ยืม)
สัญญาต่างตอบแทนค่าตอบแทนคำมั่น
มาตรา 369หมวด 9 — สัญญา
สัญญาต่างตอบแทน — สิทธิไม่ชำระจนกว่าอีกฝ่ายจะชำระ
ในสัญญาที่ต้องทำตอบแทนกัน (เช่น ซื้อขาย จ้างทำของ) ฝ่ายหนึ่งมีสิทธิไม่จ่ายก่อนจนกว่าอีกฝ่ายจะทำตามสัญญา เช่น ผู้ซื้อไม่ต้องจ่ายเงินจนกว่าผู้ขายจะส่งของ
สัญญาต่างตอบแทนไม่ยอมชำระสิทธิยึดหน่วงซื้อขายจ้างทำของ
มาตรา 370หมวด 9 — สัญญา
สัญญาต้องตีความตามเจตนาแท้จริง — ไม่ใช่ตัวอักษร
ตีความสัญญา: ตามเจตนาแท้จริง+สุจริต+ปกติประเพณี ≠ ตามตัวอักษรอย่างเดียว
ตีความสัญญาเจตนาแท้จริงสุจริต
มาตรา 371หมวด 2 — หนี้
สัญญาต่างตอบแทนมีเงื่อนไขบังคับก่อนทรัพย์สูญหาย
ในสัญญาต่างตอบแทนที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน หากทรัพย์สูญหรือเสียหายก่อนเงื่อนไขสำเร็จ เจ้าหนี้อาจลดค่าตอบแทนหรือเลิกสัญญาได้ และหากความเสียหายเกิดจากลูกหนี้ ไม่ตัดสิทธิเจ้าหนี้เรียกค่าสินไหมทดแทน
สัญญาต่างตอบแทนเงื่อนไขบังคับก่อนทรัพย์สูญหายค่าสินไหมทดแทนเลิกสัญญา
มาตรา 372หมวด 2 — หนี้
การชำระหนี้พ้นวิสัยในสัญญาต่างตอบแทน
หากการชำระหนี้พ้นวิสัยโดยไม่มีฝ่ายใดผิด ลูกหนี้ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทน แต่หากเกิดจากความผิดของเจ้าหนี้ ลูกหนี้ยังคงมีสิทธิได้รับ โดยต้องหักสิ่งที่ได้มาจากการปลดหนี้หรือประโยชน์อื่นออกก่อน
การชำระหนี้พ้นวิสัยสัญญาต่างตอบแทนลูกหนี้เจ้าหนี้ผิดนัด
มาตรา 373หมวด 9 — สัญญา
สัญญาให้บุคคลภายนอก — เพิกถอนหรือแก้ไขได้ก่อนบุคคลภายนอกแสดงเจตนา
เพิกถอนสิทธิบุคคลภายนอก: เพิกถอน/แก้ไขได้จนกว่าบุคคลภายนอกจะแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์
เพิกถอนบุคคลภายนอกแก้ไขแสดงเจตนา
มาตรา 374หมวด 9 — สัญญา
สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก — บุคคลภายนอกมีสิทธิเรียกร้อง
สัญญาเพื่อบุคคลภายนอก: เช่น ประกันชีวิต→ผู้รับผลประโยชน์เรียกจากบริษัทประกันโดยตรงได้
บุคคลภายนอกสิทธิเรียกร้องประกันชีวิต
มาตรา 375หมวด 2 — หนี้
ห้ามเปลี่ยนแปลงสิทธิบุคคลภายนอกที่เกิดขึ้นแล้ว
เมื่อสิทธิของบุคคลภายนอกเกิดขึ้นตามกฎหมายแล้ว คู่สัญญาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธินั้นได้อีก
สิทธิบุคคลภายนอกคู่สัญญาเปลี่ยนแปลงระงับสิทธิ
มาตรา 376หมวด 9 — สัญญา
สัญญาหนี้ที่ยังไม่ครบกำหนด — ลูกหนี้ต้องงดกระทำที่จะเสียประโยชน์
Anticipatory Breach: พฤติการณ์ชัดว่าจะผิดสัญญา→เลิกได้เลยไม่ต้องรอถึงกำหนด เช่น ขายของให้คนอื่นก่อน
Anticipatory Breachพฤติการณ์ชัดแจ้งเลิกสัญญา
มาตรา 377หมวด 9 — สัญญา
มัดจำ — ริบได้ถ้าผิดสัญญา ไม่ผิดต้องคืน
มัดจำ: พยานหลักฐาน+ประกัน ผิดสัญญา→ริบ ปฏิบัติครบ→หักจากราคา ฝ่ายรับผิดสัญญา→คืนมัดจำ
มัดจำริบผิดสัญญาคืน
มาตรา 378หมวด 2 — หนี้
กฎเกณฑ์การส่งคืนและการริบมัดจำ
มัดจำให้ส่งคืนหรือหักจากการชำระหนี้เมื่อปฏิบัติตามสัญญา ให้ริบหากฝ่ายวางมัดจำผิดนัด และให้ส่งคืนหากฝ่ายรับมัดจำเป็นฝ่ายผิดนัด
มัดจำริบส่งคืนผิดนัดการชำระหนี้
มาตรา 379หมวด 2 — หนี้
การริบเบี้ยปรับเมื่อลูกหนี้ผิดนัดหรือฝ่าฝืน
หากลูกหนี้ตกลงจ่ายเบี้ยปรับกรณีผิดนัด ก็ให้ริบเบี้ยปรับนั้น และหากมูลหนี้เป็นการงดเว้นกระทำการใด เมื่อฝ่าฝืนก็ให้ริบเบี้ยปรับทันที
เบี้ยปรับลูกหนี้เจ้าหนี้ผิดนัดริบงดเว้นการ
มาตรา 380หมวด 9 — สัญญา
เบี้ยปรับแทนชำระหนี้ — เรียกเบี้ยปรับแทนการชำระหนี้ได้
เบี้ยปรับแทนชำระ: เลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่ง (เบี้ยปรับ หรือ ชำระหนี้) เลือกเบี้ยปรับแล้ว=เรียกชำระหนี้ไม่ได้
เบี้ยปรับแทนชำระหนี้ริบ
มาตรา 381หมวด 2 — หนี้
เบี้ยปรับกรณีชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร
เจ้าหนี้สามารถเรียกให้ชำระหนี้และเรียกเบี้ยปรับไปพร้อมกันได้ เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควร รวมถึงสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง
เบี้ยปรับชำระหนี้ไม่ถูกต้องสมควรค่าสินไหมทดแทนเจ้าหนี้
มาตรา 382หมวด 2 — หนี้
เบี้ยปรับที่ไม่ใช่จำนวนเงินให้นำบทบัญญัติมาใช้
หากเบี้ยปรับที่ตกลงกันไม่ใช่จำนวนเงินแต่เป็นการชำระหนี้รูปแบบอื่น ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม
เบี้ยปรับชำระหนี้บทบัญญัติ
มาตรา 383หมวด 9 — สัญญา
เบี้ยปรับ — ลดลงได้ถ้าสูงเกินส่วน
เบี้ยปรับ: ถ้าสูงเกินไป ศาลลดได้ พิจารณาจากประโยชน์ที่เจ้าหนี้ควรได้รับ เช่น ค่าปรับผิดสัญญา 50% → ศาลอาจลดเหลือ 10-20%
เบี้ยปรับลดลงสูงเกินส่วนศาลลดผิดสัญญา
มาตรา 384หมวด 2 — หนี้
เบี้ยปรับไม่สมบูรณ์ตามสัญญาที่ไม่สมบูรณ์
หากการชำระหนี้หลักตามสัญญาไม่สมบูรณ์ ข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับก็ไม่สมบูรณ์ตามไปด้วย แม้คู่กรณีจะรู้ถึงความไม่สมบูรณ์นั้นก็ตาม
เบี้ยปรับสัญญาไม่สมบูรณ์คู่กรณี
มาตรา 385หมวด 3 — ละเมิด
ภาระพิสูจน์การชำระหนี้เมื่อโต้แย้งการริบเบี้ยปรับ
ลูกหนี้ที่โต้แย้งการริบเบี้ยปรับโดยอ้างว่าชำระหนี้แล้ว ต้องพิสูจน์การชำระหนี้นั้น เว้นแต่มูลหนี้เป็นการงดเว้นกระทำการ
เบี้ยปรับลูกหนี้พิสูจน์การชำระหนี้งดเว้นการ
มาตรา 386หมวด 9 — สัญญา
วิธีเลิกสัญญา — ต้องแสดงเจตนาต่ออีกฝ่าย
เลิกสัญญาต้องบอกกล่าวต่ออีกฝ่ายให้ชัดเจน เมื่อแสดงเจตนาเลิกแล้วถอนไม่ได้ สิทธิเลิกสัญญาอาจเกิดจากข้อตกลงในสัญญาเอง หรือจากกฎหมายกำหนด (เช่น มาตรา 387)
เลิกสัญญาบอกเลิกแสดงเจตนาถอนไม่ได้บอกกล่าว
มาตรา 387หมวด 9 — สัญญา
เลิกสัญญาเมื่ออีกฝ่ายไม่ชำระหนี้ — ต้องกำหนดเวลาก่อน
ก่อนจะเลิกสัญญาเพราะอีกฝ่ายไม่จ่าย ต้อง: (1) กำหนดเวลาพอสมควร (2) บอกกล่าวให้จ่ายภายในเวลานั้น (3) ถ้ายังไม่จ่ายจึงเลิกสัญญาได้ ห้ามเลิกทันทีโดยไม่แจ้งก่อน
เลิกสัญญาไม่ชำระหนี้กำหนดเวลาบอกกล่าวผิดสัญญา
มาตรา 388หมวด 3 — ละเมิด
เลิกสัญญาได้ทันทีเมื่อกำหนดเวลาล่วงพ้น
หากวัตถุประสงค์ของสัญญาจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อชำระหนี้ตรงเวลา และกำหนดเวลาล่วงพ้นไปโดยยังไม่ชำระ คู่สัญญาอีกฝ่ายสามารถเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน
เลิกสัญญากำหนดเวลาการชำระหนี้วัตถุประสงค์แห่งสัญญา
มาตรา 389หมวด 9 — สัญญา
เลิกสัญญาเมื่อพ้นวิสัย — โทษลูกหนี้ได้ → เจ้าหนี้เลิกสัญญาได้
เลิกเพราะพ้นวิสัย: ทำไม่ได้เพราะโทษลูกหนี้→เจ้าหนี้เลิกสัญญาได้ทันที ไม่ต้องกำหนดเวลาก่อน(≠ม.387)
พ้นวิสัยเลิกสัญญาโทษลูกหนี้
มาตรา 390หมวด 3 — ละเมิด
การใช้สิทธิเลิกสัญญาเมื่อคู่สัญญาหลายคน
เมื่อคู่สัญญามีหลายคนในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิทธิเลิกสัญญาต้องใช้โดยบุคคลทุกคนในฝ่ายนั้นร่วมกัน และหากสิทธิเลิกสัญญาของบุคคลหนึ่งในฝ่ายสิ้นไป สิทธิของคนอื่นก็สิ้นไปด้วย
เลิกสัญญาคู่สัญญาบุคคลหลายคนสิทธิ
มาตรา 391หมวด 9 — สัญญา
ผลของการเลิกสัญญา — คืนสู่ฐานะเดิม
เมื่อเลิกสัญญาแล้ว ต้องคืนทุกอย่างให้กลับสู่สภาพเดิม เช่น คืนของ คืนเงิน พร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ได้รับ แต่สิทธิของบุคคลภายนอกที่สุจริตยังได้รับความคุ้มครอง
เลิกสัญญาคืนสู่ฐานะเดิมคืนเงินดอกเบี้ยบุคคลภายนอก
มาตรา 392หมวด 3 — ละเมิด
การชำระหนี้คืนอันเกิดแต่การเลิกสัญญา
การชำระหนี้คืนระหว่างคู่สัญญาอันเกิดจากการเลิกสัญญาให้เป็นไปตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้
เลิกสัญญาการชำระหนี้คู่สัญญาบทบัญญัติ
มาตรา 393หมวด 3 — ละเมิด
การกำหนดระยะเวลาใช้สิทธิเลิกสัญญา
หากไม่ได้กำหนดระยะเวลาการเลิกสัญญาไว้ คู่สัญญาอีกฝ่ายสามารถกำหนดระยะเวลาสมควรให้แจ้งความประสงค์ได้ และหากไม่ได้รับแจ้งภายในเวลานั้น สิทธิเลิกสัญญาก็ระงับสิ้นไป
เลิกสัญญาระยะเวลาสิทธิบอกกล่าวคู่สัญญา
มาตรา 394หมวด 9 — สัญญา
สิทธิเลิกสัญญาระงับ — ทรัพย์บุบสลายเพราะผู้มีสิทธิเลิก
สิทธิเลิกระงับ: ผู้มีสิทธิเลิกทำให้ทรัพย์บุบสลาย/คืนไม่ได้/เปลี่ยนสภาพ → เลิกสัญญาไม่ได้อีก
สิทธิเลิกระงับทรัพย์บุบสลายคืนไม่ได้
มาตรา 395หมวด 10 — จัดการงานนอกสั่ง
จัดการงานนอกสั่ง — ทำแทนโดยไม่ได้รับมอบหมาย
งานนอกสั่ง: ทำแทนโดยไม่ได้มอบหมาย ต้องทำเพื่อประโยชน์ตัวการ ≠ ตัวแทน(ม.797) เพราะไม่มีสัญญา
จัดการงานนอกสั่งตัวการทำแทน
มาตรา 396หมวด 10 — จัดการงานนอกสั่ง
ความรับผิดเมื่อจัดการงานขัดความประสงค์ตัวการ
ผู้จัดการงานนอกสั่งที่เข้าจัดการโดยขัดความประสงค์ของตัวการต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตัวการ แม้ผู้จัดการจะไม่มีความผิดประการอื่นก็ตาม
จัดการงานนอกสั่งตัวการค่าสินไหมทดแทนความประสงค์ความรับผิด
มาตรา 397หมวด 10 — จัดการงานนอกสั่ง
สิทธิเรียกร้องของผู้จัดการแม้ขัดความประสงค์ตัวการ
แม้การจัดการงานจะขัดกับความประสงค์ของตัวการ ผู้จัดการยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนตามที่กฎหมายกำหนดได้อยู่
จัดการงานนอกสั่งสิทธิเรียกร้องตัวการความประสงค์ผู้จัดการ
มาตรา 398หมวด 10 — จัดการงานนอกสั่ง
ความรับผิดของผู้จัดการในกรณีป้องกันอันตรายแก่ตัวการ
เมื่อผู้จัดการงานกระทำการเพื่อป้องกันอันตรายอันใกล้จะถึงตัวการ ผู้จัดการจะรับผิดเฉพาะกรณีจงใจทำผิดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น
จัดการงานนอกสั่งป้องกันอันตรายประมาทเลินเล่อจงใจความรับผิด
มาตรา 399หมวด 10 — จัดการงานนอกสั่ง
จัดการงานนอกสั่ง — ผู้จัดการต้องบอกกล่าวตัวการโดยเร็ว
งานนอกสั่ง: ต้องแจ้งตัวการเร็วที่สุด+รอคำสั่ง ยกเว้นเร่งด่วน ต้องจัดการเพื่อประโยชน์ตัวการ
จัดการงานนอกสั่งบอกกล่าวตัวการ
มาตรา 400หมวด 10 — จัดการงานนอกสั่ง
จัดการงานนอกสั่ง — ตัวการรับรอง ผู้จัดการได้ค่าใช้จ่ายคืน
งานนอกสั่ง: ตัวการรับรอง=เป็นเหมือนตัวแทน ผู้จัดการเรียกค่าใช้จ่ายคืนได้ ≠ ทำเกินเจตนา(ม.396=ชดใช้)
งานนอกสั่งสัตยาบันค่าใช้จ่ายตัวการ
มาตรา 401หมวด 10 — จัดการงานนอกสั่ง
สิทธิเรียกชดใช้เงินของผู้จัดการงานที่สมประโยชน์ตัวการ
เมื่อการจัดการงานสมประโยชน์ของตัวการและสอดคล้องกับความประสงค์ที่แท้จริง ผู้จัดการมีสิทธิเรียกให้ชดใช้เงินที่ออกไปคืนเช่นเดียวกับตัวแทน
จัดการงานนอกสั่งสมประโยชน์ตัวการชดใช้เงินตัวแทน
มาตรา 402หมวด 10 — จัดการงานนอกสั่ง
หลักทั่วไปการจัดการงานนอกสั่งและลาภมิควรได้
มาตรา 402 วางหลักทั่วไปเกี่ยวกับการจัดการงานนอกสั่ง ครอบคลุมสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้จัดการและตัวการในกรณีต่าง ๆ
จัดการงานนอกสั่งลาภมิควรได้หลักทั่วไปผู้จัดการตัวการ
มาตรา 403หมวด 10 — จัดการงานนอกสั่ง
ไม่มีสิทธิเรียกชดใช้คืนหากไม่มีบุรพเจตนาตั้งแต่แรก
ผู้จัดการที่ไม่มีบุรพเจตนาจะเรียกให้ตัวการชดใช้คืนตั้งแต่แรกไม่มีสิทธิเรียกร้องในภายหลัง โดยกรณีบิดามารดาหรือปู่ย่าตายายอุปการะผู้สืบสันดานให้สันนิษฐานว่าไม่มีเจตนาเรียกคืน
จัดการงานนอกสั่งบุรพเจตนาชดใช้คืนอุปการะปฏิการะสันนิษฐาน
มาตรา 404หมวด 10 — จัดการงานนอกสั่ง
จัดการงานนอกสั่ง — ตัวการรับรอง ผลผูกพันย้อนหลัง
ตัวการรับรอง=ผูกพันย้อนหลัง: สัตยาบัน→เหมือนเป็นตัวแทนตั้งแต่ต้น ผลผูกพันตั้งแต่เริ่มจัดการ
สัตยาบันย้อนหลังตัวแทนผูกพัน
มาตรา 405หมวด 3 — ละเมิด
จัดการงานนอกสั่งโดยสำคัญผิดหรือโดยมิชอบ
บทบัญญัติจัดการงานนอกสั่งไม่ใช้บังคับกรณีสำคัญผิดว่าเป็นการงานตนเอง และหากบุคคลใดถือกิจการผู้อื่นโดยรู้ว่าไม่มีสิทธิ ตัวการก็มีสิทธิเรียกร้องตามมาตราที่กำหนดและต้องรับผิดต่อผู้จัดการด้วย
จัดการงานนอกสั่งตัวการผู้จัดการสำคัญผิดสิทธิเรียกร้อง
มาตรา 406หมวด 11 — ลาภมิควรได้
ลาภมิควรได้ — รับทรัพย์โดยไม่มีมูล ต้องคืน
ลาภมิควรได้: ได้ทรัพย์โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย → ต้องคืน เช่น โอนเงินผิดบัญชี รับเงินเกิน จ่ายหนี้ที่ไม่มี — ออกสอบบ่อย
ลาภมิควรได้ไม่มีมูลต้องคืนโอนเงินผิดเสียเปรียบ
มาตรา 407หมวด 11 — ลาภมิควรได้
ไม่มีสิทธิคืนทรัพย์เมื่อชำระหนี้โดยรู้ว่าไม่ผูกพัน
บุคคลที่ชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีความผูกพันตามกฎหมายจะไม่มีสิทธิเรียกคืนทรัพย์ที่ชำระไปนั้น
ลาภมิควรได้ชำระหนี้สิทธิเรียกคืนความผูกพันตามอำเภอใจ
มาตรา 408หมวด 11 — ลาภมิควรได้
บุคคลสามประเภทที่ไม่มีสิทธิรับคืนทรัพย์
กฎหมายกำหนดบุคคลสามประเภทที่ไม่มีสิทธิเรียกคืนทรัพย์ ได้แก่ ผู้ชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดเวลา ผู้ชำระหนี้ที่ขาดอายุความแล้ว และผู้ชำระหนี้ตามหน้าที่ศีลธรรมหรืออัธยาศัยในสมาคม
ลาภมิควรได้สิทธิเรียกคืนอายุความหน้าที่ศีลธรรมเงื่อนเวลา
มาตรา 409หมวด 11 — ลาภมิควรได้
ลาภมิควรได้ — รับทรัพย์โดยไม่มีมูลจะอ้าง ต้องคืน
ลาภมิควรได้กรณีรู้: ผู้รับรู้ว่าไม่มีมูลหนี้→คืนทั้งหมด+ดอกเบี้ย ≠ ไม่รู้(ม.412=คืนเฉพาะที่เหลือ)
ลาภมิควรได้ไม่มีมูลหนี้คืนทรัพย์สุจริต
มาตรา 410หมวด 11 — ลาภมิควรได้
คืนลาภมิควรได้ — ต้องคืนทรัพย์สินที่ได้รับ
คืนลาภมิควรได้: คืนของ→ถ้าคืนไม่ได้→ใช้ราคาแทน สุจริต=คืนเท่าที่เหลือ ทุจริต=คืนทั้งหมด+ดอกเบี้ย
คืนลาภมิควรได้ทรัพย์สินใช้ราคา
มาตรา 411หมวด 11 — ลาภมิควรได้
ลาภมิควรได้ — ชำระหนี้โดยรู้ว่าไม่มีหนี้ เรียกคืนไม่ได้
จ่ายโดยรู้ว่าไม่มีหนี้: เรียกคืนไม่ได้ เช่น ให้เงินโดยรู้ว่าไม่ต้องจ่าย ≠ จ่ายโดยสำคัญผิด(ม.406=เรียกคืนได้)
ลาภมิควรได้รู้ว่าไม่มีหนี้เรียกคืนไม่ได้
มาตรา 412หมวด 11 — ลาภมิควรได้
การคืนเงินที่รับไว้เป็นลาภมิควรได้ทั้งจำนวนหรือบางส่วน
ผู้รับเงินอันเป็นลาภมิควรได้ต้องคืนเต็มจำนวน แต่หากผู้รับได้รับไว้โดยสุจริตต้องคืนเพียงส่วนที่ยังคงมีอยู่ในขณะที่ถูกเรียกคืน
ลาภมิควรได้การคืนทรัพย์สุจริตเงินคืนเงิน
มาตรา 413หมวด 11 — ลาภมิควรได้
ลาภมิควรได้ — ผู้รับสุจริต คืนเท่าที่ยังเหลือ
ผู้รับสุจริต: คืนเฉพาะที่เหลือ ใช้ไปแล้ว→ไม่ต้องคืนส่วนที่ใช้ ≠ ทุจริต(ม.417=คืนทั้งหมด+ดอกเบี้ย)
สุจริตคืนเท่าที่เหลือลาภมิควรได้
มาตรา 414หมวด 11 — ลาภมิควรได้
ลาภมิควรได้ — อายุความ 1 ปี นับแต่รู้ / 10 ปี
อายุความลาภมิควรได้: 1 ปีนับแต่รู้ หรือ 10 ปีนับแต่เกิดสิทธิ (อย่างใดถึงก่อน)
อายุความลาภมิควรได้1 ปี10 ปี
มาตรา 415หมวด 11 — ลาภมิควรได้
ลาภมิควรได้ — ผู้รับโอนทรัพย์ต่อ → ผู้รับโอนต้องคืนแทน
โอนทรัพย์ต่อ: ผู้รับโอนต่อโดยเสน่หา(ไม่จ่ายเงิน)→ต้องคืนแทน ≠ ซื้อโดยสุจริต(ไม่ต้องคืน)
โอนทรัพย์บุคคลภายนอกเสน่หาคืนแทน
มาตรา 416หมวด 11 — ลาภมิควรได้
ลาภมิควรได้ — ผู้รับทุจริต รับผิดทั้งหมดแม้สูญหาย
ทุจริตรับผิดเต็ม: รู้ว่าไม่มีสิทธิ→คืนทั้งหมด แม้ของหาย/เสียหาย ≠ สุจริต(ม.413=คืนเท่าที่เหลือ)
ทุจริตรับผิดเต็มสูญหายลาภมิควรได้
มาตรา 417หมวด 11 — ลาภมิควรได้
ลาภมิควรได้ — ผู้รับทุจริต ต้องคืนพร้อมดอกเบี้ย
ทุจริตต้องคืนหมด: รู้ว่าไม่มีสิทธิ→คืนทั้งหมด+ดอกเบี้ย สุจริต→คืนเฉพาะที่เหลือ
ลาภมิควรได้ทุจริตดอกเบี้ยคืน
มาตรา 418หมวด 11 — ลาภมิควรได้
ลาภมิควรได้ — ลูกหนี้ชำระหนี้ขาดอายุความ → เรียกคืนไม่ได้
ชำระหนี้ขาดอายุความ: จ่ายไปแล้ว→เรียกคืนไม่ได้ แม้ไม่รู้ว่าขาดอายุความ เพราะถือว่าชำระหนี้ธรรมชาติ
ขาดอายุความเรียกคืนไม่ได้หนี้ธรรมชาติ
มาตรา 419หมวด 11 — ลาภมิควรได้
ลาภมิควรได้ — ให้ทรัพย์เพื่อวัตถุประสงค์ผิดกฎหมาย → เรียกคืนไม่ได้
ให้เพื่อผิดกฎหมาย: จ่ายเงินเพื่อจ้างฆ่า/ค้ายาเสพติด→เรียกคืนไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายผิดเท่ากัน
ผิดกฎหมายศีลธรรมเรียกคืนไม่ได้
มาตรา 420หมวด 12 — ละเมิด
ละเมิด — จงใจหรือประมาททำให้เสียหาย ต้องชดใช้
ทำให้คนอื่นเสียหาย (ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน สิทธิ) ไม่ว่าจงใจหรือประมาท ถือเป็นละเมิด ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ครอบคลุมทุกกรณี เช่น อุบัติเหตุรถชน ทำของเสียหาย หมิ่นประมาท ล่วงละเมิดสิทธิ
ละเมิดค่าเสียหายค่าสินไหมทดแทนรถชนประมาทจงใจ
มาตรา 421หมวด 12 — ละเมิด
ละเมิดต่อชื่อเสียง/เสรีภาพ — ค่าเสียหายและกลับคืนดี
หมิ่นประมาทแพ่ง: ไขข่าวเท็จ เสียหายชื่อเสียง/ทำมาหาได้ → ค่าสินไหมทดแทน เป็นคนละส่วนกับหมิ่นประมาทอาญา
หมิ่นประมาทชื่อเสียงไขข่าวเท็จค่าสินไหม
มาตรา 422หมวด 12 — ละเมิด
ละเมิดต่อเสรีภาพ — กักขัง/จำกัดเสรีภาพ ต้องชดใช้
ละเมิดต่อกฎหมายคุ้มครอง: ฝ่าฝืนกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้อื่น → ต้องชดใช้ (ไม่ต้องพิสูจน์ความจงใจ)
ละเมิดต่อกฎหมายกฎหมายคุ้มครองค่าสินไหม
มาตรา 423หมวด 12 — ละเมิด
ละเมิดต่อหญิง — ล่อลวงทำชำเราหรือผิดประเวณี ต้องชดใช้
ละเมิดต่อผู้อยู่ในอำนาจดูแล: ผิดหน้าที่ดูแลคนไร้ความสามารถ/ล่อลวงเด็ก→ชดใช้ค่าเสียหาย
ล่อลวงผู้เยาว์หน้าที่ดูแลค่าสินไหม
มาตรา 424หมวด 12 — ละเมิด
ศาลคดีละเมิดไม่ผูกพันตามบทบัญญัติกฎหมายอาญา
ในการพิพากษาคดีละเมิดและกำหนดค่าสินไหมทดแทน ศาลไม่ต้องยึดถือบทบัญญัติกฎหมายอาญาหรือพิจารณาว่าผู้กระทำถูกลงโทษทางอาญาหรือไม่
ละเมิดค่าสินไหมทดแทนกฎหมายอาญาการพิพากษาความรับผิด
มาตรา 425หมวด 12 — ละเมิด
นายจ้างรับผิดร่วมกับลูกจ้าง — ละเมิดในทางการที่จ้าง
นายจ้างรับผิดร่วม: ลูกจ้างทำละเมิดในทางการที่จ้าง → นายจ้างรับผิดด้วย (Vicarious Liability) ไล่เบี้ยลูกจ้างได้
นายจ้างลูกจ้างในทางการที่จ้างVicarious Liability
มาตรา 426หมวด 12 — ละเมิด
นายจ้างไล่เบี้ยลูกจ้าง — รับผิดร่วมแล้วไล่เบี้ยได้
ไล่เบี้ยลูกจ้าง: นายจ้างจ่ายค่าเสียหายแทนลูกจ้างแล้ว → เรียกคืนจากลูกจ้างได้ (สิทธิไล่เบี้ย)
ไล่เบี้ยนายจ้างลูกจ้างชดใช้
มาตรา 427หมวด 12 — ละเมิด
นำบทบัญญัติความรับผิดมาใช้กับตัวการและตัวแทน
บทบัญญัติในสองมาตราก่อนหน้าเกี่ยวกับความรับผิดเพื่อละเมิดให้นำมาใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวการและตัวแทนด้วยโดยอนุโลม
ละเมิดตัวการตัวแทนโดยอนุโลมความรับผิด
มาตรา 428หมวด 12 — ละเมิด
ผู้ร่วมกระทำละเมิด — ร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
ว่าจ้างทำของ: ผู้ว่าจ้างไม่รับผิด ยกเว้น 3 กรณี (สั่งผิด/คำสั่งผิด/เลือกผิด) ≠ นายจ้าง(ม.425)ที่รับผิดเสมอ
ว่าจ้างทำของผู้รับจ้างสั่งผิด
มาตรา 429หมวด 12 — ละเมิด
ผู้เยาว์ทำละเมิด — ผู้แทนโดยชอบธรรมรับผิดร่วม
ผู้เยาว์/วิกลจริตละเมิด: ยังต้องรับผิด + บิดามารดา/ผู้อนุบาลรับผิดร่วม ยกเว้นพิสูจน์ว่าดูแลตามสมควรแล้ว
ผู้เยาว์บิดามารดาผู้อนุบาลละเมิด
มาตรา 430หมวด 12 — ละเมิด
ผู้ดูแลผู้วิกลจริตรับผิด — ไม่ระมัดระวัง → ชดใช้ค่าเสียหาย
ผู้ดูแลรับผิด: ครู/นายจ้าง/ผู้ดูแลคนไร้ความสามารถ รับผิดร่วม ยกเว้นพิสูจน์ว่าดูแลแล้ว
ผู้ดูแลคนไร้ความสามารถครูรับผิดร่วม
มาตรา 431หมวด 12 — ละเมิด
การนำบทบัญญัติมาใช้บังคับในกรณีที่กำหนด
ในกรณีที่กำหนดไว้ในสองมาตราก่อนหน้า ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่สถานการณ์ดังกล่าว
ละเมิดบทบัญญัติโดยอนุโลมความรับผิด
มาตรา 432หมวด 12 — ละเมิด
ความรับผิดร่วมกันเมื่อหลายคนร่วมกันทำละเมิด
บุคคลหลายคนที่ร่วมกันทำละเมิดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร่วมกัน รวมถึงผู้ยุยงส่งเสริมและผู้ช่วยเหลือ โดยระหว่างกันต้องรับผิดเป็นส่วนเท่ากันเว้นแต่ศาลจะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น
ละเมิดความรับผิดร่วมผู้ยุยงส่งเสริมร่วมกันทำละเมิดค่าสินไหมทดแทน
มาตรา 433หมวด 12 — ละเมิด
ความรับผิดของผู้ครอบครองสัตว์
สัตว์ทำเสียหาย: เจ้าของรับผิด เว้นแต่พิสูจน์ว่าระวังแล้ว เช่น หมากัดคน ช้างเหยียบ
สัตว์เจ้าของค่าสินไหมหมากัด
มาตรา 434หมวด 12 — ละเมิด
ความรับผิดของเจ้าของอาคาร/สิ่งปลูกสร้าง
อาคาร/สิ่งปลูกสร้างทำให้เกิดความเสียหาย: เจ้าของ/ผู้ครอบครองรับผิด เช่น ป้ายหล่นทับคน ตึกถล่ม ท่อน้ำแตก — strict liability ยกเว้นพิสูจน์ว่าระวังแล้ว
อาคารสิ่งปลูกสร้างชำรุดป้ายหล่นตึกถล่มเจ้าของรับผิด
มาตรา 435หมวด 12 — ละเมิด
ความรับผิดจากทรัพย์ที่ตกหล่นจากอาคาร — เจ้าของอาคารรับผิด
ของตกจากอาคาร: เจ้าของ/ผู้ครอบครองอาคารรับผิด เช่น กระถางตกจากระเบียงทำคนเจ็บ
ของตกหล่นอาคารผู้ครอบครองรับผิด
มาตรา 436หมวด 12 — ละเมิด
ความรับผิดของผู้ว่าจ้างก่อสร้าง — สิ่งปลูกสร้างพังทับคน
สิ่งปลูกสร้างพัง: ผู้ครอบครองรับผิด→ถ้าระมัดระวังแล้ว→เจ้าของรับผิด เช่น ตึกพังทับคน
สิ่งปลูกสร้างพังผู้ครอบครองเจ้าของ
มาตรา 437หมวด 12 — ละเมิด
ความรับผิดจากทรัพย์อันตราย/ยานพาหนะ — รับผิดเด็ดขาด
ทรัพย์อันตราย/รถยนต์: รับผิดเด็ดขาด (Strict Liability) ยกเว้น 2 กรณี (เหตุสุดวิสัย/ผู้เสียหายผิดเอง) ไม่ต้องพิสูจน์ความผิด
ยานพาหนะทรัพย์อันตรายStrict Liabilityรถยนต์
มาตรา 438หมวด 12 — ละเมิด
ค่าสินไหมทดแทน — ศาลกำหนดตามพฤติการณ์
ศาลเป็นผู้กำหนดค่าเสียหายตามพฤติการณ์ ค่าสินไหมทดแทนรวมถึง: (1) คืนทรัพย์สินที่สูญเสีย (2) ใช้ราคาทรัพย์ (3) ค่าเสียหายอื่นๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียโอกาส ค่าขาดรายได้
ค่าสินไหมทดแทนค่าเสียหายค่ารักษาพยาบาลคืนทรัพย์สินศาลวินิจฉัย
มาตรา 439หมวด 12 — ละเมิด
ค่าสินไหมทดแทน — กำหนดเป็นเงินก้อน หรือรายงวด
ค่าสินไหมเงินก้อน/รายงวด: ศาลเลือกให้จ่ายครั้งเดียวหรือรายเดือน/ปีก็ได้ รายงวด→สั่งให้วางประกัน
ค่าสินไหมเงินก้อนรายงวดประกัน
มาตรา 440หมวด 12 — ละเมิด
ค่าเสียหายเชิงลงโทษ — ศาลกำหนดค่าเสียหายมากกว่าจริงได้
ค่าเสียหายเชิงลงโทษ: จงใจ/ประมาทร้ายแรง→ศาลสั่งจ่ายเกินจริงได้ ≤4เท่า (Punitive Damages)
ค่าเสียหายเชิงลงโทษPunitive Damages4 เท่า
มาตรา 441หมวด 12 — ละเมิด
การหลุดพ้นความรับผิดเมื่อชดใช้ค่าสินไหมแก่ผู้ครองทรัพย์
เมื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ครองสังหาริมทรัพย์แล้วถือว่าหลุดพ้นความรับผิด แม้บุคคลภายนอกจะเป็นเจ้าของแท้จริง เว้นแต่รู้หรือควรรู้ถึงสิทธิของบุคคลภายนอกนั้น
ละเมิดสังหาริมทรัพย์ค่าสินไหมทดแทนผู้ครองทรัพย์หลุดพ้นประมาทเลินเล่อ
มาตรา 442หมวด 12 — ละเมิด
ค่าสินไหมทดแทนกรณีทำให้ตาย — ค่าปลงศพ + ค่าเลี้ยงดู
ทำให้ตาย: ค่าปลงศพ+ค่ารักษา(ก่อนตาย)+ค่าขาดไร้อุปการะ (บุตร/คู่สมรส/บิดามารดา เรียกได้)
ทำให้ตายค่าปลงศพขาดไร้อุปการะ
มาตรา 443หมวด 12 — ละเมิด
ค่าสินไหมทดแทนกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกาย — ค่ารักษา + ค่าขาดประโยชน์
ทำร้ายร่างกาย: ค่ารักษา+ค่าขาดรายได้(ปัจจุบัน+อนาคต)+ค่าเจ็บปวด ≠ ม.442(ทำให้ตาย=ค่าปลงศพ+ค่าเลี้ยงดู)
ค่ารักษาพยาบาลค่าขาดรายได้ค่าเจ็บปวด
มาตรา 444หมวด 12 — ละเมิด
ค่าสินไหมทดแทนกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายและอนามัย
ผู้เสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยมีสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายจากการสูญเสียความสามารถประกอบการงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต และศาลอาจสงวนสิทธิแก้ไขคำพิพากษาภายในสองปีได้
ละเมิดร่างกายอนามัยค่าสินไหมทดแทนความสามารถประกอบการงานค่าใช้จ่าย
มาตรา 445หมวด 12 — ละเมิด
ค่าเสียหายเชิงลงโทษ — ศาลกำหนดเกินจริงได้ ≤ 4 เท่า
Punitive Damages: จงใจ/ประมาทร้ายแรง→ศาลสั่งจ่ายเกินจริงได้ ≤4เท่า ลงโทษผู้ทำละเมิด
Punitive Damages4 เท่าเจตนาประมาทร้ายแรง
มาตรา 446หมวด 12 — ละเมิด
ค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน — ค่าทนทุกข์ทรมาน เรียกได้ด้วย
ค่าเสียหายไม่ใช่ตัวเงิน: ค่าเจ็บปวด/ทนทุกข์/ชื่อเสียง→เรียกได้ โอนไม่ได้ ตายก่อนฟ้อง=หมดสิทธิ
ค่าเสียหายไม่ใช่ตัวเงินเจ็บปวดทนทุกข์ชื่อเสียง
มาตรา 447หมวด 12 — ละเมิด
ค่าเสียหายกรณีทำให้เสียเสรีภาพ — ค่าทนทุกข์ทรมาน
ละเมิดต่อเสรีภาพ: กักขัง/หน่วงเหนี่ยว→ค่าเสียหาย+ค่าทนทุกข์ทรมาน เช่น นายจ้างกักขังลูกจ้าง
เสรีภาพทนทุกข์กักขังค่าเสียหาย
มาตรา 448หมวด 12 — ละเมิด
อายุความละเมิด — 1 ปีนับแต่รู้ / 10 ปี
อายุความละเมิด: 1 ปีนับแต่รู้ว่าถูกละเมิด+รู้ตัวคนทำ หรือ 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด (แล้วแต่อะไรถึงก่อน) เช่น ถูกชนรถ → ฟ้องภายใน 1 ปี
อายุความละเมิด1 ปี10 ปีรู้ตัวผู้ทำค่าสินไหม
มาตรา 449หมวด 12 — ละเมิด
นิรโทษกรรม — ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องรับผิด
นิรโทษกรรม: ป้องกันโดยชอบ/ทำตามคำสั่ง/จำเป็น → ไม่ต้องรับผิดละเมิด คู่กับ ม.68 ป.อ. (ป้องกันอาญา)
นิรโทษกรรมป้องกันโดยชอบจำเป็นไม่รับผิด
มาตรา 450หมวด 12 — ละเมิด
จำเป็นต้องทำละเมิด — ค่าเสียหายต้องจ่ายถ้าเกินส่วน
จำเป็นต้องทำละเมิด: ทำเพราะจำเป็น→ศาลลดค่าเสียหายได้ เช่น ทำลายรั้วเพื่อหนีไฟไหม้
จำเป็นละเมิดลดค่าเสียหาย
มาตรา 451หมวด 12 — ละเมิด
การใช้กำลังป้องกันสิทธิของตนโดยชอบด้วยกฎหมาย
บุคคลที่ใช้กำลังป้องกันสิทธิเมื่อไม่อาจขอความช่วยเหลือจากศาลหรือเจ้าหน้าที่ได้ทันไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหม แต่ต้องกระทำเฉพาะเท่าที่จำเป็น และหากหลงพลาดสันนิษฐานว่ามีเหตุจำเป็นยังคงต้องรับผิด
ละเมิดป้องกันสิทธิค่าสินไหมทดแทนความจำเป็นภยันตรายหลงพลาด
มาตรา 452หมวด 12 — ละเมิด
ทำตามคำสั่งชอบด้วยกฎหมาย — ไม่ต้องรับผิด
ทำตามคำสั่ง: ปฏิบัติตามคำสั่งชอบด้วยกฎหมาย→ไม่ต้องรับผิด เช่น ตำรวจยึดทรัพย์ตามหมายศาล
คำสั่งชอบไม่ต้องรับผิดปฏิบัติตาม